ผู้เขียน หัวข้อ: ความปลอดภัยไฟฟ้า  (อ่าน 2 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

14-06-2018 , 15:41:42
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 7475
  • เพศ: ชาย
    • ดูรายละเอียด

การทำงานหรือปฏิบัติงานกับกระแสไฟฟ้าถือเป็นงานที่มีอันตรายสูง เพราะเหตุว่ามองไม่เห็นว่ามีกระแสไฟฟ้าไหม รวมทั้งการปฏิบัติงานที่บางทีอาจผิดพลาด ไม่ถูกขั้นตอน และก็ยังอาจมีผู้ร่วมดำเนินงานด้วยเยอะๆ ซึ่งการบกพร่องของคนหนึ่งอาจทำให้อีกคนหนึ่งเป็นอันตรายที่รุนแรงได้ รวมทั้งยังไม่มีมาตรฐานที่เกี่ยวโยงกับความปลอดภัยของผู้ปฏิบัติงานให้ใช้งาน เดี๋ยวนี้มีร่างกฎกระทรวงกำหนดมาตรฐานในการบริหาร จัดแจง และก็ดำเนินงานด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และก็สภาพแวดล้อมสำหรับการดำเนินการเกี่ยวกับกระแสไฟฟ้า ซึ่งจะประกาศใช้ในเร็วๆนี้ ในร่างกฎกระทรวงฯ ได้อ้างอิงถึงมาตรฐานของชมรมวิศวกรรมสถานที่ที่ประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ที่เกี่ยวข้องกับการกระทำงานกับกระแสไฟฟ้าไว้หลายส่วนด้วยกัน ด้วยเหตุผลดังกล่าว วสทจึงได้จัดทำเป็นมาตรฐานฯขึ้นใช้ชื่อว่า มาตรฐานความปลอดภัยทางไฟฟ้าในสถานที่ทำงาน และก็เมื่อกฎกระทรวงฯ มีผลบังคับใช้ก็จะมีมาตรฐานฯ ของ วสท. รองรับให้สถานประกอบการและก็ผู้เกี่ยวข้องใช้อ้างอิง ปัจจุบันมาตรฐานความปลอดภัยฯ ผ่านกระบวนการทำประชาพิจารณ์เพื่อขอความเห็นจากผู้ที่เกี่ยวข้องแล้ว อยู่ระหว่างการสำรวจครั้งสุดท้ายและพิมพ์เป็นรูปเล่ม
 เหตุเพราะมาตรฐานฯ เป็นการเขียนในลักษณะของกฎระเบียบ จึงอาจจะต้องแปลความหมายแล้วก็ทำความเข้าใจ แล้วก็บางทีอาจไม่ตรงกันได้ แม้กระนั้นโดยหลักการของการใช้มาตรฐานฯ ทุกเรื่องนั้น ผู้ใช้มาตรฐานฯ ควรเป็นบุคคลที่ผ่านการฝึกอบรมและก็/หรือมีความรู้ความเข้าใจในมาตรฐานฯ อย่างดีเยี่ยมแล้วเท่านั้น รวมทั้งกรณียังไม่แน่ใจจำต้องปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเพื่อขอความคิดเห็น คนเขียนในฐานะประธานแผนกอนุกรรมการทำมาตรฐานความปลอดภัยทางไฟฟ้าในสถานที่ทำงาน จึงได้นำมาตรฐานมาเผยแพร่แล้วก็เพิ่มคำชี้แจงไว้ด้วยเพื่อความเข้าใจแล้วก็นำไปปฏิบัติได้อย่างแท้จริง โดยส่วนที่เป็นรายละเอียดของมาตรฐานฯ จะใช้เป็นตัวอักษรบนพื้นสีเทา
องค์ประกอบของมาตรฐาน
 มาตรฐานความปลอดภัยฯ ประกอบด้วยเนื้อเรื่องจำนวน 3 บทคือ บทที่ 1 ข้อบัญญัติการทำงานด้วยความปลอดภัย บทที่ 2 ขัอกำคราวดการบำรุงรักษาที่เกี่ยวเนื่องกับความปลอดภัย แล้วก็ บทที่ 3 กฎเกณฑ์สิ่งที่มีความต้องการความปลอดภัยสำหรับเครื่องมือพิเศษ ดังที่แสดงในรูปที่ 2
 ขอบเขต ในบทนี้ครอบคลุมเนื้อหา ข้อปฏิบัติ รวมทั้งกฎเกณฑ์การทำงานเกี่ยวกับกระแสไฟฟ้าด้วยความปลอดภัย สำหรับพนักงานที่ทำงานกับตัวนำหรือส่วนประกอบของวงจรที่มีไฟและไม่มีการปิดหุ้มห่อ หรือปฏิบัติงานรอบๆใกล้เคียงกับส่วนที่มีไฟฟ้าภายในสถานที่ทำงาน ซึ่งเจ้านายและผู้ปฏิบัติการ จำเป็นต้องนำกฎเกณฑ์ในบทนี้ไปดัดแปลง แต่ว่าอย่างไรก็แล้วแต่ วงจรไฟฟ้าแล้วก็วัสดุอุปกรณ์ ซึ่งขอบเขตของมาตรฐานนี้มิได้เอ่ยถึง ก็บางทีอาจเกิดอันตรายต่อผู้ปฏิบัติงานผู้ซึ่งไม่มีคุณสมบัติซึ่งเข้าไปดำเนินการใกล้กับรอบๆนั้นได้เช่นกัน นายจ้างรวมทั้งผู้ปฏิบัติงานก็ต้องระมัดระวังแล้วก็มีมาตรการที่เหมาะสมด้วย กฎเกณฑ์ต่างๆที่เจาะจงในบทนี้ มีไว้เพื่อคุ้มครองปกป้องมิให้ผู้ปฏิบัติการผู้ไม่มีคุณลักษณะได้รับอันตรายดังที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้นด้วย เป้าหมาย เพื่อเป็นการทำให้สถานที่ปฏิบัติงานมีความปลอดภัยสำหรับพนักงานที่เกี่ยวกับอันตรายจากกระแสไฟฟ้าที่เกิดขึ้นจากการเข้าไปปฏิบัติงานในพื้นที่
 ก่อนที่จะลงในเนื้อหาของตัวมาตรฐาน คนเขียนจะขออธิบายแนวคิดและก็หลักพื้นฐานที่เกี่ยวเนื่องกับการเกิดอันตรายและก็วิธีการปกป้องก่อน เพื่อความเข้าใจเพิ่มขึ้นเรื่อยๆรวมทั้งให้สามารถทำความเข้าใจกับตัวมาตรฐานฯ ได้ง่ายมากยิ่งขึ้น
 อุบัติเหตุเป็นการสิ้นไป ไม่ว่าจะอยู่ในรูปของการบาดเจ็บ การสูญเสียชีวิต ทรัพย์สินเสียหาย ค่าหมอ เงินค่าปรับไหม สัญญาประกันภัย รวมทั้งการสิ้นไปทางอ้อมอื่นๆสามารถเทียบการสูญเสียในรูปของภูเขาน้ำแข็งที่ลอยในน้ำได้ ส่วนของเทือกเขาที่แลเห็นเทียบได้กับความสูญเสียที่เห็นได้แก่ ค่ารักษา และก็ค่าชดเชย สำหรับส่วนของภูเขาน้ำแข็งที่จมในน้ำเปรียบได้ดั่งการสิ้นไปทางอ้อมที่มักไม่เห็นที่มีอยู่เยอะมากยกตัวอย่างเช่น ทรัพย์สินเสียหาย เครื่องมือเสียหาย ผลผลิตเสียหาย ค่าปฏิบัติงานล่วงเวลา และค่าสูญเสียการผลิต ฯลฯ ฉะนั้นค่าความสูญเสียในส่วนที่แลเห็นนั้นจัดว่าน้อยเมื่อเทียบกับความสูญเสียส่วนที่ไม่เห็น สำหรับในการจัดการด้านความปลอดภัย จึงต้องให้ความเอาใจใส่กับความสูญเสียทั้งหมดของสถานประกอบการจากสถิติพบว่า มากยิ่งกว่า 80% ของการเกิดอุบัติเหตุมีสาเหตุมาจากการขาดการจัดการที่ดี ในมาตรฐานฯ นี้ก็เลยเน้นไปที่การจัดการเป็นส่วนใหญ่ ด้วยเหตุดังกล่าวผู้ที่เกี่ยวข้องก็เลยมีนาย หัวหน้างาน แล้วก็ลูกจ้างหรือผู้ปฏิบัติงาน
ทำความเข้าใจหัวข้อการก่อให้เกิดอันตรายจากกระแสไฟฟ้า
 รูปแบบของการเกิดอันตรายจากกระแสไฟฟ้ากำเนิดได้ใน 3 ลักษณะคือ ไฟฟ้าดูด อาร์ก และก็การปะทุ
 ไฟฟ้าดูด เป็นการที่บุคคลมีกระแสไฟไหลผ่านร่างกาย กระแสไฟฟ้าดูดกำเนิดได้อีกทั้งกับบุคคลหรือสิ่งมีชีวิติอื่น เมื่อร่างกายมีกระแสไฟฟ้าไหลผ่านจะมีลักษณะอาการต่างๆตามจำนวนกระแสไฟที่ไหล เส้นทางที่กระแสไฟฟ้าไหลผ่าน และก็ช่วงเวลาที่ถูกไฟฟ้าดูด ผลกระทบของกระแสไฟต่อสุขภาพของแต่ละบุคคลบางทีอาจเปลี่ยนไปได้แตกต่างกันในแต่ละคน แม้กระนั้นสามารถกำหนดเป็นค่าเฉลี่ยได้ ซึ่งในมาตรฐานความปลอดภัยฯ กำหนดไว้ ดังต่อไปนี้
1. ผลของกระแสไฟฟ้าไฟฟ้ากระแสสลับ
(1) ขนาด 5 mA รับทราบได้ว่าไฟดูด
(2) ขนาด 10 mA บุคคลอาจไม่สามารถที่จะหลุดออกไปพ้นจากอันตรายเพราะว่ากระแสไฟฟ้าดูดได้
(3) ขนาดราวๆ 40 mA ไฟดูด ถ้าหากนาน 1 วินาที หรือมากกว่า อาจจะเป็นผลให้เสียชีวิตเนื่องจากหัวใจเต้นผิดจังหวะ
(4) ไฟฟ้าสูงเกินกว่านี้ ก่อให้เกิดแผลไหม้และก็หัวใจหยุดเต้น
2. ผลของไฟกระแสตรง
(1) กระแสไฟตรง 2 mA รับรู้ได้ว่าไฟดูด
(2) กระแสไฟตรง 10 mA ใคร่ครวญได้เป็นกระแสที่จะปล่อยหลุดได้
3. ผลของแรงดันกระแสไฟฟ้า แรงดันไฟฟ้า 30 V rms หรือ 60 V dc จัดว่าปลอดภัย นอกจากกรณีผิวหนังมีรอยแตก แรงต้านทานภายในของร่างกายอาจมีค่าต่ำถึง 500 โอห์ม ด้วยเหตุนั้นอาจก่อให้เสียชีวิตได้
4. ผลของการสัมผัสเวลาสั้นๆ
(1) สำหรับเพื่อการสัมผัสตรงเวลาน้อยกว่า 0.1 วินาที แล้วก็ด้วยไฟฟ้าเกินกว่า 0.5 mA นิดหน่อย อาจเกิดภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ ถ้าเกิดไฟฟ้าดูดอยู่ในช่องว่างของจังหวะการเต้นของหัวใจ
(2) สำหรับการสัมผัสเป็นเวลาน้อยกว่า 0.4 วินาที แล้วก็ด้วยปริมาณกระแสมากมายๆอาจเกิดภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ เมื่อไฟฟ้าที่ดูดนี้อยู่ในช่องว่างของจังหวะการเต้นของหัวใจ
(3) สำหรับในการสัมผัสตรงเวลาน้อยกว่า 0.8 วินาที และก็ด้วยราวๆไฟฟ้าเกิน 0.5 A เล็กน้อย อาจเกิดภาวะหัวใจหยุดเต้น (กู้กลับคืนมาได้)
(4) ในการสัมผัสเป็นเวลามากยิ่งกว่า 0.8 วินาที รวมทั้งด้วยกระแสราวๆมากมายๆบางทีอาจกำเนิดแผลไหม้แล้วก็เสียชีวิต
5. ผลของความถี่เกิน 100 Hz กรณีขีดจำกัดคงทนถาวรของการรับรู้เพิ่มขึ้นจาก 10 kHz ถึง 100 kHz ค่าขีดจำกัดการปลดปล่อยหลุดเพิ่มขึ้นจาก 10 mA to 100 mA
 อาร์กหรือประกายไฟ เกิดขึ้นเมื่อมีกระแสไฟฟ้าสูงและกะแสไฟฟ้าสูง การอาร์กเป็นการปลดปล่อยกระแสไฟฟ้าออกสู่อากาศออกมาเป็นแสง ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อมีแรงกดดันกระแสไฟฟ้าสูงตกคร่อมช่องว่างระหว่างตัวนำมีค่าสูงเกินค่าความคงทนของไดอิเล็กทริก (dielectric strength) ของอากาศ รวมทั้งมีไฟฟ้าไหลผ่านอากาศ เหตุการณ์ดังที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้นมักเกิดจากแรงกดดันสูงยกตัวอย่างเช่น จากฟ้าผ่า จากการสวิตชิ่ง จากความชำรุดของเครื่องไม้เครื่องมือด้วยเหตุว่าการใช้งานไม่ถูกจำเป็นต้อง ฯลฯ
อาร์กจะแผ่รังสีออกไปทำให้คนที่อยู่ในบริเวณใกล้เคียงมีอันตรายเกิดแผลไฟเผาที่รุนแรงถึงแก่ความตายได้ รังสีอินฟราเรดและแสงสว่างจ้า สามารถก่อให้เกิดการไหม้ได้ ต้นเหตุที่ส่งผลต่อระดับความรุนแรงของการเจ็บมีหลายประการ เป็นต้นว่า สีผิว พื้นที่ของผิวหนังที่สัมผัส และก็จำพวกของเสื้อผ้าที่สวม การลดการเสี่ยงของการไหม้ดังที่กล่าวถึงแล้วสามารถทำได้โดยการใช้เสื้อผ้า มีระยะห่างสำหรับการดำเนินการ รวมทั้ง การป้องกันกระแสเกิน ที่เหมาะสม
อาร์กจากไฟฟ้าแรงสูงสามารถทำให้ชิ้นส่วนเครื่องใช้ไฟฟ้าที่เป็นทองแดงและอะลูมิเนียมหลอมละลายได้ หยดโลหะหลอมละลายดังกล่าวบางทีอาจถูกแรงระเบิดจากคลื่นความดันผลักให้กระเด็นไปเป็นระยะระยะไกลๆได้ ถึงหยดโลหะกลุ่มนี้จะแข็งตัวอย่างรวดเร็ว แต่ว่าก็ยังมีความร้อนหลงเหลืออยู่มากพอที่จะกระตุ้นแล้วส่งผลให้มีการเกิดการไหม้อย่างหนักได้ หรือ ทำให้เสื้อผ้าธรรมดาทั่วๆไปลุกติดไฟได้ แม้ว่าจะอยู่ห่างจากจุดเกิดเหตุมากยิ่งกว่า 3 เมตร และจากนั้นก็ตาม
การระเบิด ปกติการระเบิดชอบเป็นสืบไปจากการเกิดอาร์กในความจุที่จำกัด เมื่อเกิดอาร์กอากาศที่ได้รับความร้อนจะขยายตัวอย่างรวดเร็ว ถ้าหากการขยายตัวอยู่ในปริมาตรที่จำกัดแล้วก็กล่องหรือเครื่องหุ้มห่อนั้นไม่สามารถทนได้ก็จะระเบิด การเกิดระเบิดจากอาร์กอาจมีอุณหภูมิมากถึง 19,400 องศาเซลเซียส และแรงจากการระเบิดนี้สูงมากมายจนถึงเกิดอันตรายต่อบุคคลได้ เนื่องมาจากความดันที่เกิดขึ้นจากการอาร์กมีพลังงานสูง แต่ก็บางครั้งอาจจะโชคดีที่ความดันนี้ จะพัดพาร่างของผู้ประสบอันตรายหลุดลอยออกไปจากแหล่งความร้อน อย่างไรก็ดีผู้ที่ได้รับเคราะห์อาจเสียชีวิตได้จากมูลเหตุอื่น เช่น กระแทกกับของแข็ง หรือตกจากที่สูง แรงผลักนี้บางทีอาจรุนแรงมากมาย (ขึ้นกับความรุนแรงของการลัดวงจร) ทำให้ตู้หรือแผงสวิตช์ลอยกระเด็นไปได้ไกลๆ
 จากอันตรายดังที่กล่าวมาข้างต้นซึ่งมีลักษณะการเกิดแตกต่างกัน การคุ้มครองอันตรายจึงต้องใช้กรรมวิธีการและ/หรือเครื่องมือที่ต่างกัน สำหรับการนำไปใช้ปฏิบัติควรจะมีทั้งยัง “วิธีการป้องกันและมาตรการในทางปฏิบัติ” ควบคู่กันไปเพื่อการป้องกันครบถ้วนบริบูรณ์ เพียงพอสรุปได้ดังนี้
วิธีการป้องกันอันตรายจากกระแสไฟฟ้าดูด
กระแสไฟฟ้าดูดคือการที่บุคคลมีกระแสไฟฟ้าไหลผ่านร่างกาย การที่กระแสไฟฟ้าจะไหลผ่านได้นั้นเพราะเหตุว่าร่างกายสัมผัสกับส่วนที่มีไฟฟ้า แบ่งลักษณะการสัมผัสได้เป็น 2 แบบ ดังต่อไปนี้
1. การสัมผัสโดยตรง (direct contact) คือการที่ร่างกายมนุษย์สัมผัสกับส่วนที่มีแรงกดดันไฟฟ้าโดยตรง อาทิเช่น มือจับสายไฟฟ้าส่วนที่มีแรงดันกระแสไฟฟ้า หรือส่วนของอุปกรณ์ที่เปิดโล่ง โดยเท้ายืนบนพื้นดิน ทำให้ไฟฟ้าไหลผ่านร่างกายระหว่างมือกับเท้า เป็นการไหลครบวงจรทางไฟฟ้า
 การปกป้องคุ้มครองการสัมผัสโดยตรง เป็นการคุ้มครองปกป้องเบื้องต้นที่จะจำเป็นต้องปฏิบัติสำหรับการใช้ไฟฟ้าหรือดำเนินงานกับกระแสไฟฟ้า การคุ้มครองสามารถทำเป็นหลายวิธี โดยบางทีอาจเลือกแนวทางใดวิธีหนึ่งหรือหลายวิธีก็ได้ตามสมควร ดังนี้
· หุ้มฉนวนส่วนที่มีไฟ (insulation of live parts) ดังเช่นการห่อฉนวนสายไฟฟ้า
· คุ้มครองปกป้องโดยมีสิ่งกันหรือตู้ (barrier or enclosures) ยกตัวอย่างเช่นตู้หรือแผงสวิตช์
· ปกป้องโดยมีสิ่งที่กีดกั้น (obstacles) เช่นลานหม้อแปลง
· ชูให้อยู่ในระยะที่เอื้อมไม่ถึง (placing out of reach) ดังเช่นว่าจัดตั้งสายบนเสาไฟ
· ใช้เครื่องไม้เครื่องมือคุ้มครองปกป้องความปลอดภัยเฉพาะบุคคล (personnel protective equipment, PPE) เมื่อจะต้องปฏิบัติงานกับกระแสไฟฟ้าตอนที่มีไฟ
· ใช้เครื่องตัดไฟรั่ว เป็นการคุ้มครองเสริม
หมายเหตุ เครื่องตัดไฟรั่วให้ใช้เป็นวัสดุอุปกรณ์คุ้มครองปกป้องเสริมเนื่องมาจากบางทีอาจชำรุดได้ระหว่างการใช้แรงงาน เมื่อเสียก็ไม่สามารถที่จะคุ้มครองป้องกันได้
 2. การสัมผัสโดยอ้อม (indirect contact) เป็นการสัมผัสส่วนของเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ปกติไม่มีไฟ แต่อาจมีไฟได้เมื่อเครื่องใช้ไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์รั่วหรือพัง ปกติเครื่องใช้สอยหรือวัสดุอุปกรณ์ไฟฟ้าที่พวกเราสัมผัสจากการใช้งานแบบธรรมดาเป็นส่วนที่จัดว่าไม่มีกระแสไฟฟ้า ดังเช่นว่า ส่วนโครงโลหะของมอเตอร์ไฟฟ้า และก็โครงโลหะของหม้อหุงข้าวไฟฟ้า ฯลฯ แต่จากการชำรุดด้านในของเครื่องใช้ไฟฟ้าทำให้มีไฟฟ้ารั่วออกมายังส่วนที่สัมผัส เมื่อมีการสัมผัสจะมีกระแสไฟไหลผ่านร่างกายลงดิน ครบวงจรทางไฟฟ้า
วิธีการคุ้มครองอันตรายจากการสัมผัสโดยอ้อม มีดังนี้
· มีการต่อลงดินเปลือกที่เป็นตัวนำแล้วก็มีเครื่องปลดวงจรอัตโนมัติ
· ใช้อุปกรณ์ไฟฟ้าชนิดฉนวน 2 ชั้น หรือประเภท II (double insulation)
· ใช้ในสถานที่ไม่เป็นสื่อตัวนำ (non-conducting location)
· ใช้ระบบไฟฟ้าที่แยกจากกัน (electrical separation) หรือระบบไม่ต่อลงดิน
· ใช้เครื่องตัดไฟรั่วเป็นการคุ้มครองป้องกันเสริม
การปกป้องอันตรายอีกทั้งสัมผัสโดยตรงแล้วก็สัมผัสโดยอ้อม มีอยู่ 2 วิธี ดังนี้
· ใช้ของใช้ที่มีแรงดันต่ำที่ไม่เกิน 50 V. (safety extra-low voltage หรือ SELV) โดยต่อผ่านหม้อแปลง safety isolating transformer
· ใช้วิธี

Tags : อนุสรณ์ เบสเซฟ,bestsafe