ผู้เขียน หัวข้อ: โรคไข้หวัด - อาการ, สาเหตุ, การรักษา-เเละ สมุนไพร  (อ่าน 12 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

18-04-2018 , 09:44:07
  • Newbie
  • *
  • กระทู้: 11
  • เพศ: ชาย
    • ดูรายละเอียด


หวัด (Common cold)
โรคหวัด คืออะไร โรคไข้หวัด หรือไข้หวัด ในที่นี้ คือ โรคไข้หวัดธรรมดา (Common cold) ไม่ใช่โรคไข้หวัดใหญ่ หรือ ฟลู (Influenza หรือ Flu)   โรคหวัด เป็น โรคที่เกิดจากการตำหนิดเชื้อไวรัสบริเวณทางเดินหายใจส่วนต้น ได้แก่ จมูก คอ ไซนัส รวมทั้งกล่องเสียง โดยเชื้อที่ทำให้เกิดหวัดมักเป็นเชื้อไวรัสประเภทไม่ร้ายแรง และสามารถหายได้ด้านใน 1-2 อาทิตย์ โรคหวัดเป็นโรคติดเชื้อยอดฮิตมักพบมากมาย ทั้งยังในคนแก่และเด็ก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็กในปฐมวัย ซึ่งพบบ่อยเป็นหวัดได้บ่อยครั้งถึงปีละ 6-8 ครั้ง เพราะเด็กมีภูมิคุ้มกันต้านทานโรคน้อยกว่าผู้ใหญ่ ก็เลยมีโอกาสเป็นหวัดได้บ่อยมากกว่าคนแก่มาก รวมทั้งโรคหวัดยังเป็นโรคเกิดได้ตลอดปี แต่พบบ่อยในฤดูฝนและก็หน้าหนาว โรคไข้หวัดถือได้ว่าเป็นโรคที่เป็นแล้วสามารถหายเองได้ โดยไม่จำเป็นจำเป็นต้องใช้ยาอะไรพิเศษ ซึ่งยาที่ต้องมีเพียงแต่พาราเซตามอล ที่ใช้สำหรับลดไข้ แก้ปวด เฉพาะเมื่อเป็นไข้สูงหรือปวดศีรษะ
ข้อบกพร่องในตอนนี้เป็น มีการใช้ยาปฏิชีวนะเกินจำเป็นอย่างมากเกินไป ซึ่งไม่ได้ผลดี เหตุเพราะมิได้มีส่วนฆ่าเชื้อเชื้อไวรัสหวัดที่เป็นต้นเหตุยังอาจจะทำให้กำเนิดปัญหาเชื้อดื้อยาง่าย แพ้ยาง่าย รวมทั้งทำให้ร่างกายอ่อนแอตามมาได้  ฉะนั้น ควรต้องเรียนรู้วิธีในการดูแลไข้หวัดด้วยตัวเองและก็ไม่เป็นอันตราย
ต้นเหตุของหวัด สาเหตุส่วนใหญ่ของการเป็นโรคหวัดมีเหตุที่เกิดจากร่างกายได้รับเชื้อไวรัสก่อโรค ร่วมกับสภาวะที่ภูมิคุ้มกันของร่างกายน้อยลง ดังเช่นว่า เครียด พักน้อยเกินไป ส่วนเชื้อที่เป็นต้นเหตุ : มีสาเหตุจาก “เชื้อโรคหวัด” ที่มีอยู่มากยิ่งกว่า 200 จำพวกจากกลุ่มไวรัสปริมาณ 8 กรุ๊ปด้วยกัน โดยกรุ๊ปไวรัสที่สำคัญ เช่น กรุ๊ปเชื้อไวรัสไรโน (Rhinovirus) ซึ่งมีมากกว่า 100 ประเภท พบได้ทั่วไปที่สุดประมาณ 30-50% นอกเหนือจากนี้ก็มีกลุ่มเชื้อไวรัสวัวโรนา (Coronavirus) ที่เจอได้ราวๆ 10-15%,แล้วก็กลุ่มเชื้อไวรัสอะดีโน (Adenovirus) ฯลฯ
                ซึ่งการเกิดโรคขึ้นแต่ละครั้งจะเป็นผลมาจากเชื้อไวรัสหวัดเพียงแค่ชนิดเดียว เมื่อเป็นแล้วร่างกายก็จะมีภูมิคุ้มกันต่อเชื้อไวรัสหวัดประเภทนั้น สำหรับในการไม่สบายหวัดครั้งใหม่ก็จะมีต้นเหตุมาจากเชื้อไวรัสหวัดชนิดใหม่ที่ร่างกายยังไม่เคยติดเข้ามา หมุนวนเช่นนี้ไปเรื่อยๆเพราะฉะนั้น มนุษย์เราจึงเจ็บป่วยหวัดได้หลายครั้ง เด็กตัวเล็กๆที่ยังไม่ค่อยได้ติดเชื้อโรคหวัดมาก่อน ก็บางทีอาจจับไข้หวัดซ้ำๆซากๆได้ และก็บางทีอาจเป็นไข้หวัดได้หลายครั้งถึงเดือนละ 1-2 ครั้ง หรือทุกอาทิตย์
ลักษณะโรคหวัด โดยธรรมดามักมีลักษณะอาการไม่ร้ายแรง จับไข้ไม่สูง ปวดเหมื่อยตามเนื้อตามตัวเป็นช่วงๆปวดหนักหัวนิดหน่อย อ่อนแรงน้อย อาจมีอาการคอแห้ง แสบคอหรือเจ็บคอบางส่วนเอามาก่อน ต่อมาจะมีน้ำมูกไหลใสๆคัดจมูก ไอแห้งๆหรือไอมีเสมหะบางส่วน ลักษณะใสหรือขาวๆคนป่วยโดยมาก เดินเหิน ดำเนินงานได้ แล้วก็จะรับประทานอาหารได้ ในเด็กตัวเล็กๆ อาจมีไข้สูงเฉียบพลัน ตัวร้อนเป็นช่วงเวลาไข้ขึ้นบางทีอาจซึมน้อย เวลาไข้ลง (ตัวเย็น) ก็จะวิ่งเล่นหรือเค้าหน้าแจ่มใสเหมือนเคย ต่อมาจะมีน้ำมูกใส ไอบางส่วน ในคนแก่ บางทีอาจไม่มีไข้ มีเพียงแค่อาการเจ็บคอเล็กน้อย น้ำมูกใส ไอนิดหน่อย ในเด็กทารกอาจมีอาการอาเจียน หรือท้องเสีย ร่วมด้วย อาการไข้มักเป็นอยู่นาน 48-96 ชั่วโมง (2-4 วันเต็มๆ) แล้วหลังจากนั้นก็ดีขึ้นได้เอง
                อาการน้ำมูกไหลจะเป็นมากอยู่ 2-3 วัน ส่วนอาการไอ อาจไอนานเป็นสัปดาห์ หรือบางรายอาจไอนานเป็นนานแรมเดือน ภายหลังอาการอื่นๆหายก็ดี
ในรายที่การตำหนิดเชื้อแบคทีเรียเข้าแทรก ผู้ป่วยจะมีไข้เกิน 4 วัน หรือมีน้ำมูกข้นเหลืองหรือเขียวเกิน 24 ชั่วโมง หรือไอมีเสลดสีเหลืองหรือเขียวทุกหน
ทั้งนี้อาการไข้หวัดและไข้หวัดใหญ่ จะออกจะคล้ายกัน บางทีอาจงงงวยได้ แม้กระนั้นผู้ป่วยแล้วก็ผู้ดูแลสามารถพินิจความแตกต่างได้ตามตารางนี้




อาการ


ไข้หวัดธรรมดา


ไข้หวัดใหญ่


โรคภูมแพ้




ไข้


ไข้ต่ำๆหรือไม่มี


มักมีไข้สูง อาจสูงถึง 40
องศาเซลเซียส


ไม่มีไข้




ปวดหัว


ไม่ค่อยพบ


พบได้ปกติ


ไม่พบ




ปวดเมื่อย
กล้ามเนื้อ
อ่อนเพลีย


อาจมีอาการเล็กน้อย


พบได้บ่อยและอาการรุนแรง


ไม่พบ (อาจอ่อนเพลียหากพักผ่อนน้อย)




น้ำมูกไหล คัดจมูก


พบได้บ่อย


ไม่ค่อยพบ


พบได้บ่อย




จาม


พบได้บ่อย


ไม่ค่อยพบ


พบได้บ่อย




เจ็บคอ


พบได้บ่อย


อาจพบได้บางครั้ง


อาจพบได้บางครั้ง




ไอ


พบได้บ่อย


พบได้บ่อย และมีความรุนแรงมากกว่า


อาจพบได้บางครั้ง




เจ็บหน้าอก


อาบพบได้แต่อาการไม่รุนแรง


พบได้บ่อย


ไม่ค่อยพบ(ยกเว้นเป็นโรคหอบหืด)




อาการ


ไข้หวัดธรรมดา


ไข้หวัดใหญ่


โรคภูมิแพ้




สาเหตุการเกิด


เกิดจากไวรัส
(Rhinoviruses เป็นสาเหตุหลักประมาณ 30-50%)


เกิดจากไวรัส (influenza virus type A and B)


เกิดจากสารก่อภูมิแพ้ เช่น ฝุ่น อากาศเย็น/ร้อน ละอองเกสร




การดูและการรักษา


-พักผ่อน และดื่มน้ำมากๆ
-ใช้ยาบรรเทาอากาต่างๆ เช่น ยาแก้คัดจมูก หรือยาลดไข้
-มักดีขึ้นและหายได้เองภายใน 1-2 สัปดาห์


-พักผ่อน และดื่มน้ำมากๆ
-ใช้ยาบรรเทาอาการต่างๆ เช่น ยาลดไข้พาราเซตามอบ (แต่ไม่ควรใช้ยากลุ่ม NSAIDs กรณีสงสัยไข้เลือดออกด้วย)
-หากอาการรุนแรงหรือไม่ดีขึ้นควรพบแพทย์โดยเร็ว เพื่อตรวจวินิจฉัยเพิ่มเติม และอาจต้องได้รับยาต้านไวรัสตลอดจนการรักษาให้ถูกต้อง


-หลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้นภูมิแพ้ เช่นหลีกเลี่ยงฝุ่นอากาศเย็น
-ใช้ยาบรรเทาอาการเช่นยาแก้แพ้ ยาแก้คัดจมูก
-หากรุนแรงควรพบแพทยืเพื่อพิจารณาใช้ยาสเตียรอยด์ชนิดพ่นจมูก




การป้องกัน


-หลีกเลี่ยงการสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วย
-ใส่หน้ากากอนามัย
-ไม่มีวัคซีนป้องกัน


-หลีกเลี่ยงการสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วย
-ใส่หน้ากากอนามัย
-ฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่


หลีกเลี่ยงสิ่งที่แพ้




และในขณะที่มีอาการป่วยเป็นไข้หวัด ผู้เจ็บป่วยหรือผู้ดูแล (ในเด็กเล็ก) ควรติดตามอาการอย่างใกล้ชิด และควรรีบไปพบหมอในทันทีถ้ามีอาการดังนี้
คนแก่
           ไข้สูงไปกว่า 38.5 องศาเซลเซียส ติดต่อกันเกิน 5 วันขึ้นไป
           กลับมาเป็นไข้ซ้ำภายหลังจากอาการไข้หายแล้ว
           หายใจหอบอ่อนเพลีย และก็หายใจมีเสียงหวีด
           เจ็บคออย่างหนัก ปวดศีรษะ หรือมีลักษณะอาการปวดบริเวณไซนัส
เด็ก
           จับไข้สูงขึ้นยิ่งกว่า 38 องศาเซลเซียส ในทารก-12 สัปดาห์
           มีอาการไข้สูงต่อเนื่องกันมากยิ่งกว่า 2 วัน
           อาการต่างๆของหวัดรุนแรงเยอะขึ้นเรื่อยๆ หรือรักษาแล้วอาการเกิดขึ้นอีก
           มีลักษณะปวดศีรษะ หรือไออย่างรุนแรง
           หายใจมีเสียงหวีด
           เด็กมีลักษณะอาการงอแงอย่างรุนแรง
           ง่วงงุนมากไม่ปกติ
           ความต้องการของกินน้อยลง ปฏิเสธประทานอาหาร
ปัจจัยเสี่ยงที่ก่อกำเนิดหวัด ผู้ที่มีสิ่งที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงดังนี้ มักไม่สบายหวัดได้ง่ายยิ่งกว่าคนปกติ ดังเช่น

  • อายุ เด็กที่อายุน้อยกว่า 6 ปี มีการเสี่ยงมีอาการป่วยเป็นหวัดสูง โดยยิ่งไปกว่านั้นเด็กที่จำต้องอยู่ในสถานรับเลี้ยงเด็ก หรือเนอสเซอรี่
  • ภูมิคุ้มกันอ่อนแอ ผู้ป่วยที่มีอาการป่วยเรื้อรัง หรือมีสภาวะสุขภาพที่ทำให้ระบบภูมิต้านทานอ่อนแอมีลัษณะทิศทางที่จะมีอาการป่วยเป็นหวัดได้ง่ายดายยิ่งกว่าปกติ
  • ช่วงเวลา โดยส่วนมากแล้วไม่ว่าจะเด็ก หรือผู้ใหญ่มักจะไม่สบายหวัดได้ง่ายในฤดูฝน แล้วก็หรือหน้าหนาว
  • สูบบุหรี่ คนที่ดูดบุหรี่มีลัษณะทิศทางจะมีอาการป่วยเป็นไข้หวัดได้ง่าย และแม้เป็นก็จะอาการร้ายแรงกว่าปกติอีกด้วย
  • อยู่ในที่ที่ผู้คนคนเยอะยัดเยียด สถานที่ที่มีคนคนเยอะ ทำให้มีความเสี่ยงต่อการตำหนิดเชื้อไวรัสโรคไข้หวัดได้ง่าย
  • ผู้ที่จำเป็นต้องดูแลคนป่วยโรคหวัด ซึ่งกรุ๊ปบุคคลกลุ่มนี้จะต้องสัมผัสกับสารคัดหลั่งของผู้ป่วยทั้งน้ำลาย น้ำมูก หรือละอองน้ำมูก น้ำลาย จากลมหายใจของคนไข้


แนวทางการรักษาโรคหวัด โดยทั่วไปแล้วผู้เจ็บป่วย (คนแก่) สามารถวินิจฉัยโรคหวัดเองได้ จากอาการที่แสดง แม้กระนั้นถ้าเกิดคนไข้ไปพบแพทย์ แพทย์จะวินิจฉัยโรคหวัดได้จากอาการที่แสดง เรื่องราวระบาดของโรค ฤดู แล้วก็จากการตรวจร่างกาย เป็นต้นว่า ลักษณะของการมีไข้ มีน้ำมูก เยื่อจมูกบวมและแดง คอแดงเล็กน้อย ส่วนในเด็กอาจเจอต่อมทอนซิลโต แม้กระนั้นไม่แดงมากมาย และไม่มีหนอง แม้กระนั้นในคนป่วยที่มีอาการรุนแรง ดังเช่น ไข้สูง แพทย์อาจมีการพิสูจน์เลือดซีบีซี (CBC) เพื่อแยกว่าเป็นการติดโรคไวรัสหรือติดเชื้อโรคแบคทีเรีย และก็อาจมีการตรวจสืบค้นอื่นๆเพิ่มตามดุลพินิจของแพทย์ ตัวอย่างเช่น การตรวจเลือดดูค่าเกล็ดเลือดเพื่อแยกจากโรคไข้เลือดออก เป็นต้น
         เหตุเพราะหวัดเป็นผลมาจากเชื้อไวรัส ก็เลยไม่มียาที่ใช้รักษาโดยเฉพาะอย่างยิ่ง เพียงแต่ให้การรักษาไปตามอาการแค่นั้น ซึ่งการปรับปรุงอาการที่เกิดขึ้นในพื้นฐานหมอจะจ่ายยาที่เป็น ยาสามัญประจำบ้านเพื่อทุเลาอาการก่อน เป็นต้นว่าพาราเซตามอล (paracetamol) สำหรับลดไข้ คลอเฟนนิรามีน (chlorpheniramine) สำหรับลดน้ำมูก แล้วก็จะชี้แนะให้พักผ่อนให้พอเพียง กินน้ำอุ่นเพื่อละลายเสมหะ การดื่มน้ำมากๆรวมทั้งการเช็ดตัวจะช่วยลดอุณหภูมิร่างกายได้
       โดยธรรมดายาที่ใช้เมื่อเป็นหวัดจะเป็นยาที่ใช้เพื่อรักษาตามอาการ เพราะไม่มีการใช้ยาที่ออกฤทธิ์ต่อเชื้อไวรัสก่อโรคโดยตรง และเมื่ออาการดีขึ้นและก็สามารถหยุดใช้ยาได้ ยาที่นิยมใช้ทั่วไปเมื่อเป็นหวัดมีดังนี้

  • ยาลดไข้ โดยปกติยาที่นิยมสำหรับลดไข้หมายถึงparacetamol สำหรับคนแก่ รับประทานยาขนาด 500 mg ต่อเม็ด ปริมาณ 1-2 เม็ด สามารถรับประทานซ้ำได้ทุก 4-6 ชั่วโมง ใช้ไม่เกิน 8 เม็ดต่อวัน และไม่ควรจะใช้ติดต่อกันเป็นเวลา 5 วัน ด้วยเหตุว่าได้โอกาสเกิดพิษต่อตับ สำหรับเด็กควรมีการปรับปริมาณยาตามน้ำหนักตัว เพราะฉะนั้นควรซักถามรายละเอียดอื่นๆจากแพทย์หรือเภสัชกร ยาอีกกรุ๊ปที่ได้รับความนิยมสำหรับในการใช้ลดไข้ คือ ยากลุ่มต้านทานการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (Non-Steroidal Anti Inflammatory Drugs:-NSAIDs) ได้แก่แอสไพริน (aspirin), ibuprofen ซึ่งการใช้ยาในกลุ่มข้างหลังนี้ให้ผลสำหรับเพื่อการลดไข้ได้อย่างเร็ว แต่ว่ามีข้อพึงระวังสำหรับเพื่อการใช้สำหรับลดไข้ในกรณีของโรคไข้เลือดออก แม้กระนั้นในเด็กที่แก่ต่ำยิ่งกว่า 18 ปี หน่วยงานอนามัยโลก (WHO) แนะนำว่าไม่ให้ใช้ยาแอสไพริน
  • ยาลดน้ำมูกแก้คัดจมูก


ในกรุ๊ปของยาลดน้ำมูกนั้น สามารถแบ่ง ได้เป็น 2 กลุ่ม เป็นยาแก้คัดจมูก ออกฤทธิ์โดยการหดหลอดเลือด ทำให้อาการคัดจมูกลดลง แบ่งเป็น

  • สำหรับกิน ได้แก่ phenylephrine, pseudoephedrine (pseudoephedrine ยอมรับได้จากสถานพยาบาลแค่นั้น ไม่มีจัดจำหน่ายตามร้านยา)
  • สำหรับหยดหรือพ่นรูจมูก เป็นต้นว่า oxymetazoline ซึ่งก่อนใช้จำต้องสั่งน้ำมูกออกก่อน


ยาลดน้ำมูก ออกฤทธิ์โดยการยับยั้งผลของฮีสตามีน (histamine) ซึ่งมีผลทำให้การหลั่งน้ำมูกลดน้อยลง แม้กระนั้นจะได้ผลน้อยกับอาการคัดจมูก สามารถแบ่งย่อย เป็น 2 กรุ๊ปคือ

  • ยาลดน้ำมูกกลุ่มที่นำมาซึ่งการก่อให้เกิดอาการง่วงซึม อย่างเช่น chlorpheniramine, brompheniramine, hydroxyzine, cyproheptadine ฯลฯ ยากลุ่มนี้จะลดปริมาณสารคัดหลั่งในระบบทางเท้าหายใจ อย่างเช่น น้ำมูก เสมหะ แต่จะก่อให้กำเนิดอาการง่วงซึมได้ เหตุเพราะมีฤทธิ์กดระบบประสาท อย่างไรก็แล้วแต่ ยาในกลุ่มนี้สามารถคุมอาการได้ดีมากว่าเมื่อเทียบกับยาในกลุ่มที่ไม่ทำให้ง่วงซึม ถ้าหากผู้เจ็บป่วยใช้ยาในกลุ่มนี้ควรจะหลบหลีกการขับรถแล้วก็การทำงานที่เกี่ยวโยงกับเครื่องจักร รวมทั้งบางทีอาจถือเป็นจังหวะที่ดีสำหรับการพักผ่อน
  • ยาลดน้ำมูกกลุ่มที่ไม่นำมาซึ่งอาการง่วงซึม อย่างเช่น cetirizine, loratadine, desloratadine, fexofenadine ฯลฯ ซึ่งจุดเด่นของยาในกลุ่มนี้ก็คือ ไม่ส่งผลให้เกิดอาการง่วงซึม หรืออาจมีอาการง่วงซึมได้บ้างบางส่วน ดังนั้นก็เลยนิยมใช้ยาในกลุ่มนี้ในคนป่วยโรคภูมิแพ้ด้วย
  • ยาที่ช่วยบรรเทาอาการไอ ในกลุ่มของยาบรรเทาอาการไอ ก็สามารถแบ่ง ได้เป็น 2 กลุ่มเหมือนกัน เป็น
  • ยาสำหรับอาการไอมีเสลด โดยสิ่งที่ทำให้เกิดอาการไอประเภทนี้ เนื่องมาจากมีเสลดเป็นตัวกระตุ้นทำให้เกิดการไอ ด้วยเหตุดังกล่าวต้องใช้ยารักษาที่ปัจจัยซึ่งหมายถึง การทำให้เสลดเหลวหรือขับออกได้ง่ายมากยิ่งขึ้น ยาละลายเสลด อาทิเช่น acetylcysteine, carbocysteine, bromhexine, ambroxol เป็นต้น ยาขับเสลด ยกตัวอย่างเช่น glyceryl guaiacolate (guaifenesin) เป็นต้น ซึ่งการใช้ยากลุ่มนี้อาจทำให้ผู้ป่วยมีอาการไอเยอะขึ้นในขั้นแรก เพื่อนำเสลดออกมาจากฟุตบาทหายใจ แต่ว่าภายหลังจากนั้นอาการไอจะน้อยลงเป็นลำดับ
  • ยาสำหรับอาการไอที่ไม่มีเสลด หรือ ไอแห้ง ยากลุ่มนี้ออกฤทธิ์กดระบบประสาทส่วนที่กระตุ้นแล้วส่งผลให้มีการเกิดการไอ ซึ่งการกดระบบประสาทนั้นอาจก่อให้เพศผู้ป่วยไข้ง่วงซึมได้ ถ้าหากคนป่วยใช้ยาในกลุ่มนี้จำเป็นต้องหลีกเลี่ยงการขับรถรวมทั้งการทำงานที่เกี่ยวกับเครื่องจักร ยาที่ออกฤทธิ์กดการไอตัวอย่างเช่น dextromethorphan, codeine, brown mixture เป็นต้น


ฉะนั้นก็เลยต้องหาต้นเหตุของการไอ และก็ปรับแก้ให้ตรงจุด หากคนไข้ใช้ยาแก้ไอผิดกับที่มาของอาการไอที่เป็นอยู่ ยกตัวอย่างเช่น ใช้ยากดการไอในเรื่องที่การไอเกิดขึ้นจากเสมหะ นอกจากเสมหะจะกัดกันฟุตบาทหายใจแล้ว ร่างกายก็ยังไม่สามารถที่จะขับเสลดออกโดยการไอได้อีกด้วย

  • ยาปฏิชีวนะที่นิยมใช้เบื้องต้น (ในกรณีที่พบว่ามีการติดเชื้อโรคแบคทีเรียเข้าแทรก เป็นต้นว่า มีไข้เกิน 4 วัน หรือมีน้ำมูกข้นเหลืองหรือเขียวเกิน 4 ชั่วโมง
  • ยากลุ่มแพนิซิลิน (penicillins) ดังเช่น amoxicillin ซึ่งส่วนประกอบของยาตัวนี้ทนต่อกรดในทางเดินของกิน สามารถรับประทานหลังรับประทานอาหารได้
  • ยากลุ่มแมคโครไลด์ (macrolides) อย่างเช่น erythromycin, roxithromycin เพราะว่าส่วนประกอบของยาในกลุ่มนี้โดยมากไม่ทนประมือดในทางเดินของกิน จะต้องรับประทานก่อนรับประทานอาหาร นอกจาก erythromycin estolate และก็ erythromycin ethylsuccinate ที่มีการดัดแปลงปรับปรุงแก้ไขโครงสร้างของยาแล้ว ทำให้สามารถกินหลังอาหารได้


แต่ว่าการใช้ยาปฏิชีวนะที่ไม่บ่อยนัก และไม่ครบตามจำนวนที่ระบุ นอกเหนือจากคนป่วยจะไม่หายจากอาการที่เป็นอยู่ ยังเป็นการสนับสนุนให้กำเนิดปัญหาเชื้อดื้อยา และก็บางทีอาจไม่มียาปฏิชีวนะสำหรับรักษาลักษณะของผู้ป่วยในอนาคต
การติดต่อของโรคไข้หวัด โรคไข้หวัดเป็นโรคติดต่อในระบบฟุตบาทหายใจ โดยเชื้อหวัดมีอยู่ในน้ำมูก น้ำลาย และเสมหะของผู้ป่วย ติดต่อโดยการหายใจสูดเอาฝอยละอองเสมหะที่ผู้ป่วยไอหรือจามรด ข้างในระยะไม่เกิน 1 เมตร
ยิ่งกว่านั้น เชื้อหวัดยังอาจติดต่อโดยการสัมผัส กล่าวอีกนัยหนึ่ง เชื้อหวัดอาจติดที่มือของคนเจ็บ สิ่งของ ของใช้ เป็นต้นว่า ผ้าสำหรับเช็ดหน้า ผ้าที่เอาไว้เช็ดตัว แก้วน้ำ จาน ชาม ของเล่นเด็ก หนังสือ โทรศัพท์ หรือสิ่งแวดล้อม เป็นต้นว่า ลูกบิดประตู โต๊ะ เก้าอี้ เมื่อคนปกติสัมผัสถูกมือของผู้ป่วย สิ่งของเครื่องใช้หรือสิ่งแวดล้อมที่ปนเปื้อนเชื้อหวัด เชื้อหวัดก็จะติดมือของคนคนนั้น แล้วก็เมื่อเผลอใช้นิ้วมือขยี้ตาหรือแคะจมูก เชื้อก็จะเข้าสู่ร่างกายของคนคนนั้น จนเปลี่ยนเป็นไข้หวัดได้  ส่วนระยะฟักตัวของโรค (ตั้งแต่คนป่วยรับเชื้อเข้าไปจวบจนกระทั่งแสดงอาการ) : โดยประมาณ 1-3 วัน โดยเฉลี่ย และมักมีอาการรุนแรงที่สุดในช่วง 2-3 วันหน้าเริ่มมีลักษณะ

การกระทำตนเมื่อป่วยด้วยโรคไข้หวัด คำแนะนำการปฏิบัติตัวของคนป่วยมีดังนี้


  • พักมากมายๆห้ามทนทุกข์งานหนักหรือออกกำลังกายมากเกินไป
  • สวมเสื้อผ้าให้ร่างกายอบอุ่น อย่าถูกฝนหรือถูกอากาศเย็นจัด และอย่าอาบน้ำเย็น
  • ดื่มน้ำมากมายๆเพื่อช่วยลดไข้ รวมทั้งชดเชยน้ำที่เสียไปเพราะเหตุว่าไข้สูง
  • ควรรับประทานอาหารอ่อน น้ำข้าว น้ำหวาน น้ำส้ม น้ำผลไม้ หรือเครื่องดื่มร้อนๆ
  • ใช้ผ้าชุบน้ำ (ควรใช้น้ำอุ่น หรือน้ำก๊อกปกติ อย่าใช้น้ำเย็นจัดหรือน้ำแข็ง) เช็ดตัวเวลาเป็นไข้สูง
  • หากเป็นไข้สูง ให้พาราเซตามอล (ผู้ที่แก่ต่ำกว่า 18 ปี ควรหลบหลีกการใช้แอสไพริน เพราะเหตุว่าอาจเพิ่มการเสี่ยงต่อการเกิดโรคเรย์ซินโดรม ซึ่งมีอันตรายร้ายแรงได้) ควรให้ยาลดไข้เป็นบางครั้งบางคราวเฉพาะเวลามีไข้สูง ถ้าเกิดมีไข้ต่ำๆ หรือไข้พอเพียงทนได้ ก็ไม่จำเป็นที่จะต้องรับประทาน
  • ถ้ามีอาการน้ำมูกไหลมากมายจนสร้างความรำคาญ ให้ยาแก้แพ้ เช่น คลอร์เฟนิรามีน ใน 2-3 วันแรก เมื่อทุเลาแล้วควรจะหยุดยา หรือในกรณีที่มีอาการไม่มากมาย ก็ไม่จำเป็นที่ต้องให้ยานี้
  • หากมีลักษณะไอ จิบน้ำอุ่นมากๆหรือจิบน้ำผึ้งผสมมะนาว (น้ำผึ้ง 4 ส่วน น้ำมะนาว 1 ส่วน) ถ้าไอมากมายลักษณะไอแห้งๆไม่มีเสมหะควรจะ ให้ยาแก้ไอ
  • ถ้าหากมีลักษณะอาการหอบ หรือนับการหายใจได้เร็วกว่าธรรมดา (เด็กอายุ 0-2 เดือนหายใจมากกว่า 60 ครั้ง/นาที อายุ 2 เดือนถึง 1 ขวบหายใจมากยิ่งกว่า 50 ครั้ง/นาที อายุ 1-5 ขวบหายใจมากกว่า 40 ครั้ง/นาที) หรือมีไข้นานเกิน 7 วัน ควรส่งโรงพยาบาลอย่างรวดเร็ว อาจเป็นปอดอักเสบหรือสภาวะรุนแรงอื่นๆได้ อาจจำต้องเอกซเรย์ ตรวจเลือด ตรวจเสมหะ ฯลฯ
  • ถ้าหากมีอาการเจ็บคอมาก ไข้สูงตลอดระยะเวลา ซึม ไม่อยากอาหารมาก ปวดเมื่อยมาก ปวดหู หูอื้อ หรือสงสัยไข้หวัดใหญ่ หรือหวัดนก (มีประวัติสัมผัสสัตว์ปีกที่ป่วยหรือตายข้างใน 7 วัน หรืออยู่ในเขตพื้นที่ที่มีการระบาดของไข้หวัดนกข้างใน 14 วัน) หรือมีไข้เกิน 4 วัน หรือมีน้ำมูกข้นเหลืองหรือเขียวเกิน 1 วัน ควรไปพบหมอโดยด่วน


การคุ้มครองตนเองจากโรคไข้หวัด รักษาสุขลักษณะฐานราก เพื่อให้มีสุขภาพด้านร่างกายแข็งแรง รับประทานอาหารมีคุณประโยชน์ห้ากลุ่มทุกเมื่อเชื่อวัน เพื่อให้มีสุขภาพเกี่ยวกับร่างกายแข็งแรง ดื่มน้ำสะอาดให้ได้วันละขั้นต่ำ 6-8 แก้วเมื่อไม่มีโรคจำเป็นต้องจำกัดน้ำกิน พักผ่อนให้เพียงพอเป็นประจำ ไม่ไปในที่แออัดคับแคบ ยกตัวอย่างเช่น ห้างสรรพสินค้า ในช่วงที่มีการระบาดของโรคหวัดรู้จักใช้หน้ากากอนามัยเมื่อจะต้องไปในบริเวณที่มีคนดอกไม้เพลิงพล่านหรือไปโรงพยาบาล  รักษาร่างกายให้อบอุ่นอยู่เป็นประจำ โดยยิ่งไปกว่านั้นเวลาที่มีอากาศเปลี่ยนไม่สมควรอาบน้ำหรือสระผมด้วยน้ำที่เย็นเหลือเกิน โดยยิ่งไปกว่านั้นตอนที่มีอากาศเย็น  อย่าเข้าใกล้หรือนอนรวมกับผู้เจ็บป่วย ถ้าเกิดจำเป็นจะต้องดูแลคนไข้อย่างใกล้ชิด ควรใส่หน้ากากอนามัยและหมั่นล้างมือด้วยน้ำกับสบู่  อย่าใช้สิ่งของเครื่องใช้ (ตัวอย่างเช่น ผ้าสำหรับเช็ดหน้า ผ้าขนหนู แก้วน้ำ โทรศัพท์ ของเล่น เป็นต้น) ร่วมกับคนป่วย รวมทั้งควรจะหลบหลีกการสัมผัสมือคนไข้
สมุนไพรที่ช่วยคุ้มครองป้องกัน/รักษาโรคหวัด

  • ฟ้าทะลายโจร สารสำคัญสำหรับการออกฤทธิ์ คือ Andrographolide มีฤทธิ์รักษาอาการไอ เจ็บคอ คุ้มครองและทุเลาหวัด จากการเรียนรู้การใช้ฟ้าทะลายขโมยเพื่อรักษาลักษณะของการมีไข้แล้วก็เจ็บคอเปรียบเทียบกับยาลดไข้พาราเซตามอล พบว่ากรุ๊ปที่ได้รับฟ้าทะลายมิจฉาชีพขนาด 6 กรัมต่อวัน จะมีลักษณะไข้และการเจ็บคอน้อยลงในวันที่ 3 ซึ่งดีมากยิ่งกว่ากรุ๊ปที่ได้รับฟ้าทะลายมิจฉาชีพ 3 กรัม/วัน หรือได้รับพาราเซตามอล  ในการค้นคว้าเปรียบเทียบการใช้ฟ้าทะลายขโมยเพื่อคุ้มครองป้องกันหวัด ซึ่งทำในฤดูหนาว โดยให้นักเรียนรับประทานยาเม็ดฟ้าทะลายมิจฉาชีพแห้ง ขนาด 200 มก./วัน ภายหลังจาก 3 เดือนของการทดสอบพบว่าอุบัติการณ์การเป็นหวัดในกรุ๊ปที่ได้ฟ้าทะลายมิจฉาชีพต่ำลงอย่างมีนัยสำคัญ ทางสถิติเมื่อเปรียบเทียบกับกรุ๊ปควบคุม โดยอัตราการเป็นหวัดในกลุ่มที่ได้รับฟ้าทะลายมิจฉาชีพพอๆกับปริมาณร้อยละ 20 ในระหว่างที่กรุ๊ปควบคุมมีอัตราการเป็นหวัดพอๆกับร้อยละ 62  อาจสรุปได้ว่าฟ้าทะลายขโมยได้ผลคุ้มครองปกป้องของยา เท่ากับจำนวนร้อยละ 33


ยาจากสมุนไพรในบัญชียาหลักแห่งชาติ ยาแคปซูล ยาเม็ด ที่มีผงฟ้าทะลายขโมยแห้ง 250 มิลลิกรัม รวมทั้ง 500 มก.
o             ทุเลาอาการเจ็บคอ กินวันละ 3 – 6 กรัม แบ่งให้วันละ 4 ครั้ง หลังอาหารและก่อนนอน
o             ทุเลาอาการหวัด รับประทานวันละ 1.5 – 3 กรัม แบ่งให้วันละ 4 ครั้ง หลังรับประทานอาหารและก่อนนอน

  • กระเทียม มีฤทธิ์สำหรับในการฆ่าเชื้อไวรัส เชื้อรา ลดอาการภูมิแพ้ มีฤทธิ์เหมือนแอสไพริน จึงทำให้ไข้ลด แล้วก็ยังปกป้องการจับไข้หวัดได้
  • ใบกระเพรา ใบกระเพราช่วยขับเสมหะ ทำให้จมูกโล่งเตียน ฆ่าเชื้อในทางเดินหายใจ
  • ชา ใบชามีสารโพลีฟีนนอล เป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยลดการติดเชื้อ ทำใหเยื้อบุโพรงจมูกชุ่มชื้น หายใจสะดวก
  • ขิง เป็นสมุนไพรที่มีฤทธิ์ร้อน มีกลิ่นเฉพาะตัว สามารถช่วยลดอาการหวัด แก้ไอ ทำให้หายใจโล่งขึ้น ขับเหงื่อ
  • กระเจี๊ยบ อุดมไปด้วยวิตามินซีสูง พบสารแอนโธไซยานินในกระเจี๊ยบมีฤทธิ์ต้านทานเชื้อไวรัส ลดการต่อว่าเชื้อ
เอกสารอ้างอิง

  • รับมือโรคหวัดอย่างไรให้เหมาะสม.บทความเผยแพร่ความรู้สู่ประชาชน.ภาควิชาสรีรวิทยา.คณะเภสัชศาสตร์.มหาวิทยาลัยมหิดล.
  • หนังสือตำราการตรวจรักษาโรคทั่วไป 2. “ไข้หวัด (Common cold/Upper respiratory tract infection/URI)”.  (นพ.สุรเกียรติ อาชานานุภาพ).  หน้า 389-392.
  • ฟ้าทะลายโจร.(ฉบับประชาชน).หน่วยปริการฐานข้อมูลสมุนไพร.สำนักงานสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล.
  • Braunwald, E., Fauci, A., Kasper, D., Hausen, S., Longo, D., and Jamesson, J.(2001). Harrrison’s:Principles of internal medicine. New York. McGraw-Hill.
  • ผศ.ภก.ธีรวิชญ์ อัชฌาศัย.ไข้หวัดธรรมดา ไข้หวัดใหญ่ หรือแพ้อากาศ เป็นอะไรกันแน่? .บทความเผยแพร่ความรู้สู่ประชาชน.ภาควิชาจุลชีววิทยา คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล. http://www.disthai.com/
  • ไข้หวัด-อาการ,สาเหตุ,การรักษา.พบแพทย์
  • นพ.สุรเกียรติ อาชานานุภาพ.ไข้หวัด.นิตยสารหมอชาวบ้าน.เล่มที่389.คอลัมน์สารานุกรมทันโรค.กันยายน.2554
  • Lacy CF, Armstrong LL, Goldman MP, Lance LL. Drug Information Handbook, 20th ed. Hudson, Ohio, Lexi-Comp, Inc.;