ผู้เขียน หัวข้อ: สัตววัตถุหมีที่พบเจอในประเทศไทย  (อ่าน 8 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

07-11-2017 , 14:29:07
  • Newbie
  • *
  • กระทู้: 11
  • เพศ: ชาย
    • ดูรายละเอียด


หมีที่พบในประเทศไทย
๑. หมีควาย
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Selenarctos  thibetanus (G. Cuvier)
มีชื่อพ้อง Ursus  thibetanus  G. Cuvier
ชื่อสามัญว่า Asiatic black  bear
ขนาดวัดจากปลายจมูกถึงโคนหางยาว ๑.๒๐-๑.๕๐ เมตร หางยาว ๖.๕-๑๐ ซม. น้ำหนักตัว ๖๐-๑๐๐ โล หัวค่อนข้างแบน แคบ ปากยาวกว่าหมีสุนัข ขนรอบจมูก คาง แล้วก็บริเวณเหนือตามีสีขาว ใบหูใหญ่ ขอบกลมมน ตามลำตัวมีขนยาวสีดำ ทรวงอกมีขนสีขาวรูปตัววี  (V)  แต่ละขามี ๕ นิ้ว มีเล็บขนาดใหญ่โค้ง ปลายแหลม   ไม่หดกลับ หมีควายชอบออกหากินเพียงลำพังในยามค่ำคืน  นอกจากในฤดูผสมพันธุ์  ช่วงกลางวันมักซ่อนอยู่ในโพรงดิน ตามโคลนรากของต้นไม้ใหญ่หรือตามโพรงหิน ลางครั้งออกมาหากินผลไม้สุกหรือรวงผึ้งในตอนกลางวัน ปีนต้นไม้เก่ง เดินด้วยขาทั้งยัง ๔ ข้าง เมื่อสู้กับศัตรูจะยืนด้วยขาหลังทั้งคู่ขา แล้วก็ใช้ฝ่าตีนของขาหน้าตะปบศัตรู  ของกินที่รับประทานคือผลไม้ น้ำผึ้ง กวาง เก้ง หมูป่า ปลา หมีควายโตเต็มวัยพร้อมผสมพันธุ์เมื่ออายุราว ๓ ปี ตั้งครรภ์นาน ๗-๘ เดือน  คลอดลูกทีละ ๑-๒ ตัว คลอดในถ้ำ หรือในโพรงไม้   อายุยืนราว ๓๐ ปี พบในทุกภาคของไทย ในต่างแดนเจอที่กัมพูชา เวียดนาม ประเทศปากีสถาน อินเดีย เนปาล ทิเบต ประเทศเกาหลี  จีน  ญี่ปุ่น ไต้หวัน
๒. หมีสุนัข
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Helarctos  malayanus  (Raffles)
มีชื่อพ้อง  Ursus  malayanus  Raffles
ชื่อสามัญว่า  Malayan  sun  bear
หมีคน ก็เรียกเป็นหมีชนิดที่มีขนาดเล็กที่สุดในโลก ขนาดวัดจากปลายจมูกถึงโคนหางยาว ๑-๑.๔๐ เมตร  หางยาว ๓-๕ ซม. น้ำหนักตัว ๓๐-๔๐กก. หัวกลม   ปากสั้น ตามลำตัวมีขนยาวสีดำ อกมีขนสีขาวหรือสีขาวอมเหลืองเป็นรูปตัวยู (U) แต่ละขามี ๕ นิ้ว มีเล็บขนาดใหญ่ โค้ง ปลายแหลม ไม่หดกลับ มีเต้านม ๔ เต้ารอบๆทรวงอกและท้อง หมีหมาถูกใจออกหากินเป็นคู่ในช่วงเวลาค่ำคืน   ลางครั้งพบในเวลากลางวันบ้าง ปีนต้นไม้ได้แคล่วคล่อง สร้างรังนอนโดยดึงก้านไม้ กาบไม้   มาวางไว้ใต้ท้อง   แล้วปล่อยขาแขวนคร่อมกิ่งไม้ไว้ โดยเอาคางเกยไว้ตรงง่ามไม้   ยืนด้วย ๒ ขาได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่ออยากได้มองดูในระยะไกลหรือมองหาศัตรู เวลาเข้าทำร้ายจะส่งเสียงร้องราวกับหมา อาหารที่กินเป็นพวกผลไม้ แมลง ผึ้ง ปลวก ใบไม้ สัตว์ขนาดเล็ก หมีหมาโตเต็มวัยพร้อมสืบพันธุ์เมื่ออายุราว ๓-๕ ปี ท้องนานราว ๙๕ วัน คลอดลูกทีละ ๑-๒ ตัว อายุยืนราว ๒๐ ปี เจอในทุกภาคของไทย  แม้กระนั้นพบบ่อยมากมายทางภาคใต้ ในเมืองนอกพบที่ลาว เขมร เวียดนาม ประเทศพม่า บังกลาเทศ   จีน   มาเลเชีย และอินโดนีเชีย
ดีหมีในยาจีน
ดีหมีเป็นเครื่องยาอย่างหนึ่งที่ใช้ในยาจีน แพงแพงมากมายรวมทั้งหายาก เครื่องยานี้มีชื่อภาษาละตินตามตำรายาว่า Fel  Ursi มีชื่อสามัญว่า bear  gall  จีนเรียก สงต่าน  (สำเนียงแมนดาริน) ได้จากถุงน้ำดีของหมี ๒ ชนิดหมายถึงหมีควาย Selenarctos  thibetanus (G. Cuvier) แล้วก็หมีสีน้ำตาล หรือ brown bear (Ursus  arctos  Linnaeus) วงศ์ Ursidae ประเภทข้างหลังไม่พบในธรรมชาติในประเทศไทย ดีหมีที่ได้จากเขตยูนนาน จำนวนมากเป็นดีของหมีควาย จัดเป็นดีหมีที่มีคุณภาพเยี่ยมที่สุด ในทางกิจการค้า เรียก อวิ๋นต่าน  (ดีจากยูนนาน) แม้กระนั้นดีหมีที่มีขายในท้องตลาดอยากได้จากหมีที่พบทางภาคอีสานของจีน โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณเฮย์หลงเจียงและก็เขตจี๋หลิน ส่วนมากได้จากหมีสีน้ำตาล ในทางการค้าขายเรียก ตงต่าน  (ดีจากภาคทิศตะวันออก) ซึ่งมีปริมาณมากกว่า
ลักษณะของดีหมี
ดีหมีแห้งมีรูปร่างกลม ยาวรูปไข่  ส่วนบนเรียวแล้วก็กลวง ข้างล่างเป็นถุงใหญ่  ยาว ๑๐-๒๐ เซนติเมตร  กว้าง ๕-๑๐ เซนติเมตร (ส่วนล่าง) ผิวนอกสีน้ำตาลอมเทา สีน้ำตาลอมดำ หรือสีเหลืองอมสีน้ำตาล เป็นเงาเล็กน้อย ส่วนบนใส มองได้แทบทะลุผิวบางรวมทั้งย่นย่อ เมื่อฉีกให้ขาดจะมองเห็นเป็นเส้นใย ในถุงน้ำดีมีน้ำดีที่แห้งแล้วเป็นก้อนหรือเป็นเม็ด บางทีก็เป็นผงหรือก้อนเหนียวๆสีเหลืองทอง เป็นมันเงา เปราะ ดีหมีที่มีสีเหลืองทองคำเหมือนสีอำพัน เนื้อบาง เปราะ เป็นมันเงา มักเรียก ดีหมีสีทอง หรือ ดีหมีสีทองแดง ประเภททีมีสีดำหรือสีเขียวอมดำ แข็ง มีลักษณะเป็นแผ่น มักเรียก ดีหมีสีดำ  หรือ ดีหมีสีเหล็ก ส่วนชนิดที่มีสีเขียวอมเหลืองเนื้อเปราะ มักเรียก ดีหมีสีกะหล่ำดอกเมื่อเรียกลอง  ดีหมีมีรสขมก่อน ต่อมาจะรู้สึกหวาน กลิ่นหอมหวนเย็นๆหรือ คาวนิดหน่อย อมในปากจะละลายจนถึงหมด ดีหมีที่มีคุณภาพดีต้องมีรสขม  เย็น ไม่ติดฟัน  ก้อนน้ำดีสีเหลืองทองคำเป็นมันเงา รสขมตอนแรก  แล้วหวานตามหลัง
ของแท้หรือของเก๊
เพราะว่าดีหมีเป็นเครื่องยาที่หายาก ก็เลยมีของที่ไม่ใช่ของจริงขายมากมายในหลายต้นแบบ ดังเช่นว่า เลียนแบบด้วยดีหมู ดีวัว หรือดีแกะ แต่ว่าอาจตรวจดูดีหมีแท้ได้ด้วยวิธีการดังต่อไปนี้
๑. ขั้นตอนการตรวจทางกายภาพ บางทีอาจทำได้ด้วยการดูลักษณะทั่วไปด้านนอก และก็ผิวและรูปร่าง ตรวจดูรูเปิดของถุงน้ำดีรวมทั้งรอบๆที่ผูก มองปริมาณของน้ำดีแห้ง (ถ้าหากมีมากและก็เต็มบางทีอาจเป็นของเลียนแบบ) ตรวจดูน้ำหนักของดี (หากมีน้ำหนักมากจนเกินไป บางทีอาจเป็นของคละเคล้าปลอมด้วยโลหะลางดังเช่นตะกั่ว หรือเหล็กผสมทราย) ตรวจด้วยการเอาผงดีหมีเล็กน้อยวางบนนิ้วชี้ หยดน้ำลงไป ๑ หยด แล้วขยี้ด้วยนิ้วโป้งมือ (ถ้าหากเป็นของแท้จะมีกลิ่นหอมสดชื่นเย็น) น้ำดีที่เป็นของแท้จะเปราะ แตกง่าย ได้ผลึกรูปหลายเหลี่ยม   (แม้เป็นของเลียนแบบจะเหนียวและก็แข็ง ไม่เป็นเงา) แม้กระนั้น ขั้นตอนการนี้จึงควรอาศัยประสบการณ์รวมทั้งความชำนิชำนาญมาก
๒. แนวทางเผาไฟ เอาเข็มเขี่ยๆผงดีหมีน้อย   เผาไฟ แม้เป็นของแท้จะปุดเป็นฟอง  แต่ว่าหากเป็นของเลียนแบบจะติดไฟหรือเยิ้มเหลว หรืออาจมีปุดเป็นฟองแต่มีกลิ่นไม่ปรารถนา
๓. วิธีตรวจด้วยน้ำ เติมน้ำลงในถ้วยน้ำ ความจุราว ๓ ใน ๔ แก้ว เอาเกล็ดดีหมีบางส่วนใส่ลงเบาๆบนผิวน้ำ เกล็ดดีหมีนั้นจะหมุนอย่างเร็วชั่วครู่หนึ่ง ขณะหมุนอยู่ก็จะละลายไปเรื่อยแล้วจมลงในน้ำ ทำให้เห็นเป็น “เส้นเหลือง” ลงสู่ก้นแก้ว เส้นเหลืองนี้ดำรงอยู่ยาวนานกว่าจะหายไป ถ้าเกิดที่ผิวน้ำมีฝุ่นผงบางส่วนเมื่อใส่เกล็ดดีหมีลงบนผิวน้ำ   ผงดีหมีจะหมุนอย่างรวดเร็วและก็ผลักฝุ่นที่ผิวน้ำให้กระจายออก นอกจากนั้น วิธีนี้ยังคงบางทีอาจใช้เหล้าขาวแทนน้ำ จะเกิดเส้นเหลืองให้เห็นเหมือนกัน
๔. วิธีตรวจทางเคมี ทำได้โดยตรวจสาระสำคัญในดีหมีซึ่งไม่พบในดีของสัตว์อื่น คือ กรดเอ้อร์โซเดสออกศสิวัวลิก (ursodesoxycholic acid)  ตัวอย่างเช่น ด้วยวิธีรงคเลขผิวบาง  (thin-layered  chromatography) หรือด้วยแนวทางรงคเลขของเหลวความสามารถสูง  (high  performance  liquid  chromatography  หรือ  HPLC)

สรรพคุณรวมทั้งขนาดที่ใช้
แบบเรียนจีนว่า ดีหมีมีรสขม ฤทธิ์เย็น ใช้เป็นยาลดไข้ แก้อาการชัก บำรุงสายตา ใช้เป็นยาเจริญอาหารและยาชดเชยน้ำดี เป็นยาช่วยชีวิตผู้เจ็บป่วยที่หมดสติเพราะไข้สูง ใช้หยอดตา ทาหัวริดสีดวงทวารหนักที่กระตุ้นให้เกิดลักษณะของการปวดบวม ใช้รับประทานเป็นยาแก้โรคตับอักเสบ โรคความดันโลหิตสูง โรคบิดเรื้อรัง ใช้ครั้งละ ๐.๖-๑.๕ กรัม   โดยชงน้ำ   หรือทำเป็นยาลูกกลอนก็ได้ หรือใช้ละลายน้ำนิดหน่อยเป็นยาทา หรือใช้ทำเป็นยาตาก็ได้
คุณประโยชน์ทางยา
แพทย์แผนไทยใช้ดีหมีเป็นทั้งเครื่องยาและก็กระสายยา ตำราเรียนคุณประโยชน์ยาโบราณว่าดีหมีมีรสขม หวาน มีสรรพคุณดับพิษร้อนภายใน แก้พิษเพ้อคลั่ง สติลอย ตาเหม่อ บำรุงน้ำดี ขับรถยาให้แล่นทั่วตัว ใช้ดีหมีเป็นยากระจายเลือดลิ่มสำหรับบุคคลที่ซ้ำซอกเนื่องจากตกต้นไม้หรือตกจากที่สูง หรือถูกของแข็งชน ทำให้บวมช้ำ นอกเหนือจากดีหมีแล้ว หมอแผนไทยยังรู้จักใช้ “เขี้ยวหมี” เป็นเครื่องยาในตำรับยาหลายขนาน เป็นต้นว่า ยาปรับปรุงขนานหนึ่งใน พระตำรามหาโชตรัต ดังต่อไปนี้ สิทธิการิยะ หากผู้ใดกันเปนไข้แลให้ร้อนข้างในให้อยากน้ำนัก แลตัวคนเจ็บนั้นให้แข็งกระด้างราวกับขอนไม้แลท่อนฟืน ให้ตัวนั้นเปนเหน็บชาไปทั่วอีกทั้งกายหยิกไม่เจ็บ ท่านว่ากำเนิดรอยดำภายในแลให้ปากแห้งคอแห้งผากฟันแห้งนมทุกข์ใจให้เปนต่างๆนั้น   ท่านว่ารอยดำผุดออกยังไม่สิ้นยังอยู่ในหัวใจนั้น   ถ้าหากจะแก้ให้เอารากกะตังบาย ๑   จันทน์อีกทั้ง ๒   สนเทศ ๑   ท้อถอยม ๑   มองดูท้องนาศ ๑   รากแตงรุนแรง ๑   รากหมูปล่อย ๑   หัวมหากาฬ ๑   หัวกะรุ่งเช้าผีมด ๑   รากไคร้เครือ ๑   ใบยับยั้ง ๑   ใบภิมเสน ๑   ใบเฉียงพร้าหอม ๑   ใบทองพันชั่ง ๑   เขากวาง ๑   งา ๑   เขี้ยวเสือ ๑   เขี้ยวหมี ๑   เขี้ยวตะไข้ ๑   เขี้ยวหมูป่า ๑   เขี้ยวแรด ๑   ฟันกรามพญานาค ๑   เขี้ยวปลาพยูน ๑   เกสรดอกบัวน้ำอีกทั้ง ๗   ผลสมอพิเภก ๑   เทียนดำ ๑   ใบสเดา ๑   เปลือกไข่เป็ดสด ๑   ผลจันทน์ ๑   ดอกจันทน์ ๑   สมอไทย ๑   รากมะรุมบ้าน ๑   รวมยาทั้งนี้เอาเท่าเทียม   ทำผง   แล้วจึงบดปั้นแท่งไว้   ฝนด้วยน้ำดอกไม้   ทั้งยังกินอีกทั้งพ่น   แก้สรรพไข้ทุกอันดังที่กล่าวถึงแล้วมานั้น   หายแล อนึ่ง “เขี้ยวหมี”   เป็นเครื่องยาอย่างหนึ่งในพิกัดยาไทยที่เรียก “นวเขี้ยว”   หรือ “เนาวเขี้ยว”   ดังเช่น   เขี้ยวหมูป่า   เขี้ยวหมี   เขี้ยวเสือ   เขี้ยวแรด   เขี้ยวสุนัขป่า   เขี้ยวปลาพะยูน   เขี้ยวตะไข้  เขี้ยวเลียงเขาหิน   รวมทั้งงาช้าง