แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Messages - BeerCH0212

หน้า: [1] 2
1

[url=http://www.disthai.com/]สมุนไพร[/i]เมื่อย[/url][/b]
ปวดเมื่อย Gnetum montanum Markgraf
บางถิ่นเรียกว่า เมื่อยล้า (จังหวัดตราด) ม่วย (จังหวัดเชียงราย จังหวัดอุบลราชธานี) มะม่วย (จังหวัดเชียงใหม่) แฮนม่วย (เลย)
ไม้เถา เนื้อแข็ง กิ่งเป็นข้อต่อกันและก็ตามข้อจะบวมพอง ใบ คนเดียว เรียงเป็นคู่สลับตั้งฉาก ใบรูปขอบขนานปนรูปไข่ มีขนาดแตกต่างมากมาย แม้กระนั้นกว้างไม่เกิน 12 ซม. ยาวไม่เกิน 20 ซม. ปลายใบเป็นติ่งแหลม โคนใบกลม มน หรือ แหลม ขอบใบเรียบ เนื้อเรือใบแข็งดก หรือ ออกจะหนา เมื่อแห้งสีออกดำ เส้นใบโค้ง ก้านใบยาว 1-1.5 ซม. ดอก ออกเป็นช่อที่ปลายยอดและตามลำต้น สมุนไพร ช่อดอกแตกกิ่งก้านสาขามา แยกเป็นช่อดอกเพศผู้และก็เพศเมีย ดอกเรียงเป็นชั้นๆรอบแกนกลาง ช่อดอกเพศผู้ กว้างประมาณ 0.4 เซนติเมตร ยาวราวๆ 3 เซนติเมตร แต่ละชั้นมีประมาณ 20 ดอก ช่อดอกเพศเมีย แต่ละชั้นมี 5-7 ดอก ผล รูปรี กว้างประมาณ 1 เซนติเมตร ยาว 1.5 เซนติเมตร เมื่อสุกสีแดง ก้านผลอ้วน ยาวโดยประมาณ 0.2 เซนติเมตร

นิเวศน์วิทยา
: ขึ้นในระดับสูงจากน้ำทะเล 50-1,800 ม. พบในทุกภาคของประเทศ ยกเว้นภาคกึ่งกลาง
คุณประโยชน์ : ราก น้ำสุกรากรับประทานแก้พิษบางประเภท และแก้ไข้ไข้มาลาเรีย

2

สมุนไพรผักหวานบ้าน
ผักหวานบ้าน Sauropus androgynous (Linn.) Merr.
ชื่อพ้อง albicans. Bl.
บางถิ่นเรียกว่า ผักหวานบ้าน ผักหวาน (ทั่วๆไป) ก้านตง จ๊าผักหวาน (เหนือ) โถหลุ่ยกะนีเด๊าะ (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน) นานาเซียม (มลายู-จังหวัดสตูล) ผักหวานใต้ใบ (สตูล) มะยมป่า (จังหวัดประจวบคีรีขันธ์).
       ไม้พุ่ม หรือ ไม้ล้มลุก ที่มีโคนต้นค่อนข้างจะแข็ง สูง 0.5-2 ม.ลำต้นอ่อน กลม หรือ เป็นเหลี่ยม หมดจด กิ่งอ่อนหักงอไปมาเป็นรูปซิกข์แซกน้อย. ใบ ลำพัง เรียงสลับกัน รูปไข่ หรือ รูปหอก กว้าง 1.3-3 เซนติเมตร ยาว 2.5-11 เซนติเมตร ปลายใบแหลม หรือ มน ขอบของใบเรียบ โคนใบแหลม หรือ มน เส้นกิ่งก้านสาขาใบมีข้างละ 5-7 เส้น โค้งเล็กน้อย ใบสะอาดทั้งคู่ด้าน; เมื่อทำให้แห้งจะมีสีเขียวอมเหลือง; สมุนไพร ก้านใบสั้น ราวๆ 2-4 มม. หูใบรูปสามเหลี่ยม ยาว 1.7-3 มิลลิเมตร ดอก ออกเป็นช่อตามง่ามใบ ดอกเพศผู้ รวมทั้งดอกเพศภรรยาอยู่บนต้นเดียวกัน บางโอกาสกำเนิดบนช่อเดียวกัน. ดอกเพศผู้ ก้านดอกยาว 4-5 มม. ดอกรูปจาน กลีบรองกลีบดอกสีเหลือง หรือ มีจุดๆสีแดง ดอกบนกว้างราวๆ 5-12 มิลลิเมตร ขอบกลีบเป็นคลื่นเล็กน้อย หรือ แยกเป็นกลีบ 6 กลีบ ปลายกลีบกลม หรือตัดตรง เกสรผู้มี 3 อัน ก้านเกสรเชื่อมชิดกันเป็นท่อสั้นๆปลายแยกออกมาจากกัน ฐานดอกมีต่อม 6 ต่อม. ดอกเพศเมีย ก้านดอกยาวถึง 8 มม. กลีบรองกลีบสีเหลือง หรือ สีแดงเข้ม ยาว 5-7 มม. แยกเป็น 6 กลีบ กลีบรูปไข่ หรือ ค่อนข้างกลม ปลายกลีบแหลมสั้นๆ; รังไข่รูปไข่ ด้านในมี 3 ช่อง มีไข่อ่อนช่องละ 2 หน่วย ท่อรังไข่ 3 อัน สั้น แต่ละอันปลายแยกเป็นสอง รวมทั้งม้วน. ผล รูปกลมแป้น สีขาวอมชมพู เส้นผ่าศูนย์กลาง 15-18 มิลลิเมตร ยาว 10-13 มิลลิเมตร กลีบรองกลีบดอกมีขนาดโตขึ้นเมื่อได้ผล. เมล็ด สามเหลี่ยม กว้างประมาณ 5 มม. ยาว 8 มม. สีออกดำ.

นิเวศน์วิทยา
: ขึ้นทั่วๆไปในป่าดงดิบ ป่าละเมาะ ตามที่รกร้าง และก็ข้างถนน.
สรรพคุณ : ราก น้ำต้มรากกินเป็นยาลดไข้ แล้วก็ฉี่ขัด ต้น แล้วก็ ใบ น้ำยางต้นและก็ยางใบ ใช้หยอดตาแก้อักเสบ นำมาตำเป็นยาพอกผสมกับรากและก็ cinnamon รักษาแผลในจมูก ตำผสมกับ arsenic ใช้ทาแก้โรคผิวหนังที่ติดเชื้อ spirochete ชนิดหนึ่งได้

3

สมุนไพรแสมสาร
ชื่อท้องถิ่นอื่น  ขี้เหล็กโครก ขี้เหล็กแพะ (ภาคเหนือ) ขี้เหล็กป่า (ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ) แสมสาร (ภาคกึ่งกลาง) ขี้เหล็กสาร (จังหวัดโคราช จังหวัดปราจีนบุรี) กราบัด กะบัด (จังหวัดโคราช)
ชื่อวิทยาศาสตร์  Senna garrettiana (Craib) Irwin & Barneby.
ชื่อพ้อง Cassia garrettiana Craib
ชื่อวงศ์    LEGUMINOSAE-CAESALPINIOIDEAE
ชื่อสามัญ Samae saan.
ลักษณะทั่วไปทางวิชาพฤกษศาสตร์
ต้นไม้ (T) ขนาดเล็กถึงกับขนาดกึ่งกลาง ผลัดใบ  สูง 7-13 เมตร เรือนยอดเป็นพุ่มกลมแน่นทึบ
ใบ เป็นใบประกอบแบบขนนก ออกสลับ มีใบย่อย 6-9 คู่ ลักษณะใบรูปใบหอกหรือรูปไข่ค่อนข้างจะป้อม  กว้าง 3-5 ซม. และก็ยาว 6-10 ซม. ปลายใบเรียวแหลม โคนใบกลม ใบหนามีสีเขียวสด
[url=http://www.disthai.com/16484917/%E0%B8%A7%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%8A%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%A1%E0%B8%94%E0%B8%A5%E0%B8%B9%E0%B8%81]สมุนไพร[/url] ดอก มีดอกเป็นช่อที่ปลายกิ่ง ยาวโดยประมาณ 8-20 เซนติเมตร มีขนสีน้ำตาลเหลืองหนาแน่น ดอกมีมากมายสีเหลือง รวมทั้งมักบิด กลีบ 5 กลีบรูปไข่กลับ เมื่อบานเส้นผ่านศูนย์กลาง 3-4 ซม. มีดอกตอนพฤษภาคม ถึงก.ค.
ผล เป็นฝักแบนรูปบรรทัด มักบิด กว้าง 2-4 เซนติเมตร และะยาว 15-20 ซม. ฝาผนังฝักค่อนข้างบาง หมดจด ไม่มีขน เมื่อแก่แตกได้ ฝักหนึ่งมีเมล็ดราวๆ 20 เมล็ด ขนาดกว้าง 5 มม. ยาว 1 ซม. สัน้ำตาล กระพี้สีขาวนวล

นิเวศวิทยา
เป็นไม้ที่ขึ้นได้ทั่วไปทุกภาคของเมืองไทย ชอบขึ้นบนที่โล่ง บริเวณชายป่าดิบ และไร่ร้างธรรมดา
การปลูกและขยายพันธุ์
เป็นไม้ที่ปลูกได้ไม่ยาก และไม่ต้องการใส่ใจมากนัก เติบโตเจริญในที่ชื้นระบายน้ำดีโดยเฉพาะดินซึ่งร่วนซุย ควรจะปลูกเอาไว้ในหน้าฝน ขยายพันธ์ุด้วยการเพาะเมล็ดส่วนที่ใช้กระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคมแล้วก็สรรพคคุณ แก่นหรือลำต้น รสขม เป็นยาระบาย ถ่ายเสมหะ แก้กษัย ทำให้เส้นหย่อนยาน ถ่ายโลหินเมนส์สตรี โดยมากจะใช้ร่วมกับแกนแสมสมุทร รวมทั้งแกนขี้เหล็ก
การใช้และปริมาณที่ใช้

  • ขับโลหิตเมนส์สตรี ยาระบาย โดยใช้แกนแสมสารและแกนขี้เหล็กรวมกันอย่างละเท่าๆกัน ราว 2 กำมือ หรือประมาณ 40 กรัม ต้มในน้ำที่สะอาด 1 ลิตร เคี่ยวให้เหลือ 3 ใน 4 ส่วน กรองเอาน้ำกิน วันละ 2-3 เวลาก่อนกินอาหาร


4
อื่นๆ / สัตวัตถุ มดลี่
« เมื่อ: 03-01-2018 , 18:20:14 »

มดลี่
มดลี่เป็นแมลงชนิดมด
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า crematogsterdoheniiMayr
จัดอยู่อยู่วงศ์  Formicidae เวลาเดินจะชูท้องขึ้นตั้งฉากกับลำตัว  บางทีจึงเรียก มดตูดงอน
ชีววิทยาของมดลี่
มดลี่ที่เป็นมดงานมีลำตัวยาวราว ๓.๕-๕ มม.  สีแดงปนน้ำตาลหรือสีสนิมเหล็ก  เว้นเสียแต่หนวดและปลายท้อง  ส่วนหัวโต  ทึบ  ไม่เป็นเงา  สะท้อนแสง  มีร่องเป็นลายเส้นทอดไปตามความยาวของหัว  และเส้นจะห่างบานออกไปทางท้ายของหัว  ฟันกรามมีลายเส้นตามยาว  ริมฝีปากบนโค้ง  ริมขอบหน้าตัดตรง  แล้วก็มีขนละเอียดตามขอบตาเล็กกลม  สีน้ำตาลแก่  อยู่บริเวณราวตรงกลางหัว  หนวดยาวจากหัว  หนาดยาวจากถึงอกปล้องที่ ๒ โคนหนวดมีขนสีส้มผสมแดงอ่อนกระจัดกระจายอยู่หัว  อกสีทึบ  ไม่วาว  ค่อนข้างจะแคบและแบนทางด้านข้าง  อกบ้องแรกมีขอบยื่นไปทางข้างๆ  รวมทั้งขอบนี้จะไปเชื่อมกับส่วนหน้าขอบอกปล้องกลาง  มีลักษณะโค้งนูนอกกทางข้างหน้า  มีรอยย่นรวมทั้งจุดเล็กๆเป็นลายกระจายทั่ว  อกปล้องกลางมีลัษณะเป็นสี่เหลี่ยมเมื่อมองทางข้างหลัง  ยาวมากกว่ากว้าง  รวมทั้งมีขอบเว้าเข้าเล็กน้อย  มีรอยย่นและก็จุดเล็กๆเป็นลายกระจายอกปล้องที่ ๓ กว้างมากยิ่งกว่ายาว  มีร่องเป็นลายเส้นทอดไปตามยาว  ช่วงท้ายของอกยื่นเป็นมุม  แล้วก็มีหนามเล็กๆยื่นไปทางด้านท้องข้างละอัน  หนามนี้โค้งลงน้อย  ปลายของปล้องที่ ๓ ตัดตั้งฉากลงไปติดส่วนท้อง มีลักษณะเรียบและก็วาว  ขายาวประมาณความยาวของลำตัว  โหนกบนท้องบ้องแรกกว้าง  รวมทั้งปลายแบน  ข้างๆสอบลงและมีตุ่มเล็กๆกลมๆที่ปลาย  โหนบนท้องปล้อยที่ ๒ สั้นมากมาย  กึ่งกลางเป็นร่องท้องโตยาวราว ๑ ใน ๓ ของลำตัว  มีลัษณะวาว  สะท้อนแสง  และก็มีรูปจุดเล็กๆละเอียดกระจายอยู่ทั่ว มดลี่จำพวกนี้อาศัยสร้างรังดินผสมเศษอุปกรณ์จากพืชอยู่บนต้นไม้  ลางครั้งอาจพบรังใหญ่ขนาดไล่เลี่ยกับลูกฟุตบอล  กินสัตว์เล็กๆเป็นของกิน  รวมทั้งถูกใจเลี้ยงเพลี้ยเพื่อดื่มน้ำหวานจากเพลี้ย มดลี่ประเภทย่อย crematogsterdoheniiregenhoferiMayr  มีลัษณะต่างๆเช่นกันมากมาย  นอกจากท้องที่มีสีดำตลอด

ผลดีทางยา
[url=http://www.disthai.com/]สมุนไพร[/b][/url] แพท์แผนไทยรู้จักใช้ “รังมดลี่” เป็นเครื่องยาด้วย  เป็นต้นว่าในพระหนังสือไกษพให้ยาแก้ษัยปลวกขนานหนึ่ง  ดังต่อไปนี้ ถ้าจะแก้  เอาใบส้มช่า ๑ ใบมะขาม ๑ ใบส้มป่อย ๑ ใบส้วเสี้ยว ๑ ใบส้มนิสัย ๑ ใบส้มสลุง ๑ ใบมะตาดเครือ ๑ สิ่งกำมือ  ใบมะกา ๓ กำมือ  รังมดลี่ ๑ แท่นปลวก ๑ แท่น  สมอทั้งยัง ๓ หัวหอม ๑ สิ่ง ละเท่าอายุคนไข้  เทียนดำหนัก ๑ บาท  ขมิ้นอ้อยไพล ๑ รากตองแตก ๑ หนักสิ่งละ ๓ ตำลึง รวมยา ๑๖ สิ่งนี้ ต้มตามแนวทางให้รับประทาน แก้ไกษพปลวกปฏิบัติให้จับสบัดร้อนสบัดหนาว ถ้าจะดีขึ้นกว่าเดิมแชกดีเกลือตามสมุฏฐาน ธาตุหนักเบาให้กินลงจนถึงสิ้นโทษร้าย  แล้วจึงเอายาประจำธาตุให้กินถัดไป

5

ขัณฑสกร
ขัณฑสกร ใช้เป็นน้ำกระสายยาแล้วก็เครื่องยา เนื่องจากว่า มีรสหวานมีกลิ่นหอม ใช้ละลายยาเพื่อให้กินง่ายขึ้น แล้วก็มีรสชาติน่ากินขึ้น สรรพากรที่ใช้ในยาไทยนั้น เป็นของที่ได้จากธรรมชาติ แบบเรียนโบราณโดยมากบันทึกเสียงที่มาไว้ไม่เหมือนกัน และก็ว่าขัณฑสกรที่ได้จากแหล่งต่างกันนั้นจะมีคุณประโยชน์ไม่เหมือนกันไปด้วย ดังต่อไปนี้
[url=http://www.disthai.com/]สมุนไพร[/url][/url][/color]
๑.ขัณฑสกร ที่ได้จากหยดค้าง เป็นน้ำค้างในช่วงฤดูหนาว(ฤดูหนาว) ที่ตกลงบนใบของพืชชนิดหนึ่งที่ตำราเรียนเรียก ต้นขัณฑสกร ตำราเรียนโบราณพูดว่า พืชนี้เจอในประเทศอินเดียแล้วก็มาเลเซียเดี๋ยวนี้ยังไม่รู้ว่าเป็นพืชจำพวกใดแม้กระนั้นเชื่อว่าไม่น่าจะเป็นพืชประเภทใดโดยยิ่งไปกว่านั้น อาจเป็นพืชหลายหลายแบบซึ่งมีดอกที่มีน้ำหวานมาก ผู้เก็บจะออกไปเก็บน้ำค้างหรือน้ำฝนที่ชะหรือละลายน้ำหวานแล้วตกอยู่บนใบไม้ตั้งแต่เช้าตรู่ตรู่เก็บใส่กระบอกไม้ไผ่ และจากนั้นจึงนำไปห้อยทิ้งเอาไว้ จนกระทั่งน้ำหวานน้ำตกผลึกรวมทั้งแห้ง จะได้ขัณฑสกรที่เป็นสีขาวนวลหรือสีขาวอมเหลืองขัณฑสกรที่ได้โดยแนวทางนี้ น่าจะเป็นของส่วนผสมระหว่างเลวูโลส (fructose) หรือน้ำตาลผลไม้ ซูโครส(sucrose) หรือน้ำตาลอ้อย และ เดกซ์โทรส (dextrose) หรือน้ำตาลองุ่น ตำราสรรพคุณยาโบราณว่าจะมีรสหวานจนถึงขม มีคุณประโยชน์บำรุงกำลัง ทำให้ปัสสาวะช่อง ทำให้ปัสสาวะคล่อง แก้เสมหะจุกคอ ทำให้เปียกแฉะคอ แก้กระหายน้ำ

๒.ขัณฑสกร ที่ได้จากน้ำอ้อย ได้จากการนำน้ำอ้อยมาอุ่นที่อุณหภูมิต่ำๆจนกระทั่งงวด แล้วทิ้งไว้ให้แห้ง จะได้เกร็ดสีขาวอมเขียว เกร็ดนี้มีส่วนประกอบหลักเป็นผลึกของน้ำตาลอ้อย แม้กระนั้นถ้าหากนำน้ำอ้อยไปนอนก้นโปรตีนออกก่อน ฟอกสีให้ขาว แล้วกลายเป็นผลึกจะได้น้ำตาลทรายที่ใช้ปรุงแต่งรส ที่รู้จักกันทั่วๆไป หนังสือเรียนโบราณว่าขัณฑสกรที่ได้จากน้ำอ้อยนี้มีคุณประโยชน์ บำรุงธาตุ และแก้ฝี ผอมเหลือง
๓.ขัณฑสกร ที่ได้จากน้ำผึ้งรวงที่เกิดชายหาด ว่ากันว่าน้ำผึ้งรวง (น้ำผึ้งที่บีบจากรวงผึ้งในธรรมชาติ ไม่ใช่ในรวงผึ้งเลี้ยง) ที่เกิดชายทะเลนั้น เมื่อเอามาอุ่นด้วยไฟอ่อนๆสนงวดลงบ้าง รวมทั้งตั้งทิ้งไว้ จะมีเกร็ดขัณฑสกรมากยิ่งกว่าน้ำผึ้งรวง ที่เกิดตามชายเขา แบบเรียนคุณประโยชน์ยาโบราณว่า ขัณฑสกรที่ได้ด้วยแนวทางนี้มีคุณประโยชน์แก้นิ่ว แก้ท้องมาน แก้สะอึก แก้ไข้เซื่องซึม แก้จุกเสียด แก้ลมพิษ แก้คอแห้งผาก
๔. ขันทศมือ ที่ได้จากเกสรบัวหลวง มักพบบนใบบัวหลวง ข้างหลังฝนตกโดยน้ำฝนแจ่มแจ้งเอาน้ำหวานจากดอกบัวหลวง แล้วขังไว้บนใบบัว เมื่อแดดออก น้ำระเหยไป จะเกล็ด สีขาวนวลหรือสีขาวอมเหลืองเกล็ดดังกล่าวมาแล้วข้างต้น ก็น่าจะเป็นของผสมระหว่าง น้ำตาลผลไม้ น้ำตาลอ้อย แล้วก็ องุ่น น้ำตาลองุ่น เหมือนกับขัณฑสกรที่ได้จากหยดน้ำค้าง จึงมีสรรพคุณเสมอกัน ด้วยเหตุนั้นขัณฑสกรหรือที่บางตำราเรียนเรียกว่า น้ำตาลกรวด นี้ ในทางเคมีก็เลยเป็นของผสม ของน้ำตาลละลายประเภทสุดแท้แต่แหล่งเกิด อาจมีในขณะที่เป็นมอโนแซ็กคาไรด์ ดังเช่นน้ำตาลผลไม้ น้ำตาลองุ่น รวมทั้ง ไดแซ็กคาไรด์ เช่นน้ำตาลอ้อย ทุกวันนี้ขัณฑสกรที่หาซื้อได้ จากร้านขายเครื่องยาไทย มักไม่ใช่ขัณฑสกรที่ได้จากธรรมชาติ ดังที่กล่าวมาแล้ว บางร้านเอาเกร็ดน้ำตาลอ้อย ที่ได้จากการเอาน้ำตาลมาต้มกับน้ำแล้วเที่ยวจนงวด มาขายเป็นขัณฑสกร แต่ร้านรวงโดยมากมักเอาสารสังเคราะห์ที่เรียก แซ็กคารินหรือดีน้ำตาล มาขายเป็นขัณฑสกร ซึ่งไม่ควรใช้ในการทำยาไทยเนื่องจากเป็นสารก่อมะเร็ง ในตำราพระยาพระนารายณ์ระบุ ให้ใช้ขัณฑสกรเป็นน้ำกระสายยาในยามี่ใช้แก้ ธาตุไฟ ธาตุไฟ พิการ ขนานที่ ๑ แล้วก็ ๗เช่นในช่วงเวลาที่๗ดังต่อไปนี้ ถ้าเกิดมีถอย ให้เอาผลชะพลู ผลสมอไทย ผลจิงจ้อหลวง รากเจตมูลเพลิงเเดง ผลมะขามป้อม ว่านเปราะป่า รากไคร้ต้น รากไคร้เครือ ชะเอมต้นหญ้ารังกา รากกะค่อย เท่าเทียมทำเป็นจุล ละลายขันทศมือ กินตามควร แก้ธาตุไฟให้โทษแลฯ ละลายขันทศมือ กินตามควรจะนั้นแสดงว่าเมื่อจะกินยานี้ให้เอาขัณฑสกรมาละลายน้ำสุกหรือน้ำฝนหรือน้ำสะอาดก่อนแล้วจึงเอาน้ำที่ได้นั้นไปละลายยารับประทาน คำ ขัณฑสกร ที่ใช้ในที่ใช้กันในขณะนี้ ตามพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถานพ. ศาสตราจารย์ ๒๕๒๕ ในตำราพระยารักษาโรคพระนารายณ์เขียนเป็น ขันทศมือ คำนี้มาจาก คำ ขัณฑ แสดงว่าก้อน และ ศกร (อ่านว่า สะ-กะ-ระ มาจากคำสันสกฤต shakara ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้เกิดคำ sugar ในภาษาอังกฤษ) แสดงว่า น้ำตาล บางตำราจึงเรียกว่าขัณฑสกรว่า “น้ำตาลกรวด” มักมี ผู้เข้าใจผิดว่าขัณฑสกรเป็นแซ็กคารินหรือดีน้ำตาล มันเป็นสารสังเคราะห์ที่มีชื่อทางเคมีว่า 2,3-dihydro-3-oxobenzisosulfonazole เคยใช้แต่งรสหวานแม้กระนั้นปัจจุบันใช้ลดลงมากเพราะเหตุว่าหรือเกือบจะไม่ใช้ก็แล้ว

Tags : สมุนไพร

6
อื่นๆ / สัตววัตถุ ไก่บ้าน
« เมื่อ: 12-12-2017 , 12:53:42 »

ไก่บ้าน
ไก่บ้าน หรือไก่เลี้ยง เป็นสัตว์ ๒ ขา มีขนปกคลุมตัว และมีปีก เป็นสัตว์เลี้ยงที่อยู่คู่กับมนุษย์มาแม้กระนั้นสมัยก่อน ปัจจุบันนี้มีการพัมนาสายพันธุ์ต่างๆมาก มีทั้งๆที่เลี้ยงเพื่อรับประทานเนื้อ เรียกไก่ เนื้อ และประเภทที่เลี้ยงเพื่อรับประทานไข่ เรียกไก่ไข่
ไก่บ้าน มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Gallus gallus (Linnaeus)

อยู่ในสกุล Phasianidae มีชื่อสามัญว่า domestic fowl
สมุนไพร เป็นไก่ที่มีสายพันธุ์มาจากไก่ป่า (junglefowl) จึงมีลักษณะทั่วๆไปคล้ายไก่ป่า สิ่งที่แตกต่างที่พินิจได้ง่ายระหว่างไก่บ้านกับไก่ป่าก็คือ แข้งของไก่บ้านมีสีได้หลายสี อาทิเช่น สีขาว สีเหลือง แม้กระนั้นของไก่ป่ามีเพียงสีเดียวเป็นสีเทาเข้ม

7

ขายกระชายดำสุดยอดสมุนไพรไทย
ขายส่งกระชายดำ ถิ่นกำเนินจะอยู่รอบๆในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้รวมทั้ง สามารถพบกระชายดำ ที่มีเยอะมากนั้นจะในบริเวณประเทศมาเล แล้วก็เกาะสุมาตรา เกาะบอร์เนียว อินโดวจีน และไทยซึ่งจะมี อยู่หนาแนนมากมายแล้วก็ยังมีการกระจัดกระจายชนิดของ ขายกระชายดำไปทั่วในทวีปเอเชียเขตร้อน ตัวอย่างเช่นจีนตอนใต้ ประเทศอินเดีย และประเทศพม่า
สำหรับประเทศไทยกระชายดำ ได้เป็นสมุนไพร ที่นิยมใช้กันมากไม่น้อยเลยทีเดียวก็เลยได้เริ่มปลูกขายกระชายดำ เพิ่มมากขึ้นเลื่อยๆใน จังหวัดต่างๆอย่างเช่น เลย ตาก จังหวัดกาญจนบุรี และก็จังหวัดอื่นๆของภาคเหนือ
ขายกระชายดำ นั้นมีสาระและก็คุณประโยชน์ มากมายและยังช่วยรักษาโรคต่างๆได้หลายประเภท
คุณประโยชน์รวมทั้งผลดีทั้งหมดทั้งปวงของ{การขายกระชายดำ
สมุนไพรกระชายดำ มักใช้เป็นยาอายุวัฒนะ ช่วยชะลอความแก่ลง คนรุ่นเก่ามีความเห็นกันว่าเมื่อนำ กระชายดำ ไปปลุกเสกจะมีคุณทางคงกระพัน
คนรุ่นก่อนจะใช้กระชายดำ ใช้เป็นยาบำรุงกำลัง ช่วยเพิ่มสมรรถภาพทางเพศ แก้กามาตายด้าย(เสื่อมความสามารถทางเพศ) โดยการใช้ เหง้าหรือส่วนหัวของ กระชายดำ ผสมกับสมุนไพรอื่นๆนำมาดอกสุราเพื่อใช้เป็นยาชูกำลัง
รับผลิตกระชายดำกระชายดำสามารถบำรุงธาตุภายในร่างกายเจริญ ช่วยกระตุ้นระบบประสาท บำรุงประสาท ทำให้ร่างกายคล่องแคล่ว
ช่วยแก้อาการนอนไม่หลับ ในตอนค่ำ ทำให้นอนสะบาย
ช่วยบำรุงรักษาหัวใจ ช่วยจยายเส้นเลือดหัวใจ แก้โรคหัวใจ ช่วยบำรุงรักษาเลือด (บำรุงเลือด)
ส่วนประกอบสำคัญ
 

ผงกระชายดำ
ขายกระชายดำ ขายส่งกระชายดำ จำหน่ายกระชายดำ
แคปซูลกระชายดำ รับผลิตกระชายดำ
กระชายดำ เป็นยาอายุวัฒนะที่ได้รับความนิยมกว้างใหญ่
ผู้ใช้รวมทั้งในวงการแพทย์แผนไทย ได้มีคุณประโยชน์ดังต่อไปนี้
บำรุงหัวใจ ชูกำลัง ขยายหลอดเลือดในหัวใจ แก้ปวดมวลท้อง ขับปัสวะ ลดอาการปวดเมื่อยล้า เพิ่มฮอร์โมนให้แก่ผู้ชาย
เพิ่มความสามารถทางเพศให้แก่ท่านชายได้อย่างดีเยี่ยม
เหมาะกับชายที่อยากได้ต้องการกลับมาเป็นชายหนุ่มอีกครั้ง
ขายส่งกระชายดำ มีสรรพคุณ บำรุงร่างกาย ชูกำลัง
แก้จุกเสียด แก้ปวดท้อง ใช้เป็นยาอายุวัฒนะ แก้เมื่อยเนื้อเมื่อยตัว
ในเพศชาย กระชายดำช่วยทำนุบำรุงฮอร์โมนเพศ เพิ่มสมรรถนะ
ทางเพศ ช่วยทำให้อวัยวะแข็งตัวนานขึ้น แล้วก็ในผู้หญิง
แคปซูลกระชายดำช่วยรักษาอาการมดลูกทุพพลภาพ มดลูกหย่อน
ปรับสมดุลของฮอร์โมนเพศ นอกเหนือจากนั้นกระชายดำยังช่วยกระตุ้น
ระบบประสาท ช่วยทำให้นอนเจริญขึ้น แก้โรคบิด ขับปัสสาวะ
แล้วก็ช่วยรักษาอาการขัดเบา ช่วยขับพิษภายในร่างกาย และก็ยังช่วย
รักษาโรคเกี่ยวกับช่องท้อง เนื่องจากมีฤทธิ์ต่อต้านเชื้อแบคทีเรียในลำไส้ได้
แคปซูลกระชายดำช่วยทำให้อวัยวะสืบพันธุ์ชายแข็งได้ง่ายรวมทั้งบ่อยมากขึ้น มีระยะเวลาสำหรับการแข็งที่นาขึ้น รวมทั้งสำหรับคนที่ไม่ได้มีปัญหาดังที่ได้กล่าวมาแล้วก็สามารถรับประทานเพื่อช่วยเพิ่มความแข็งแรงขึ้นได้
นอกจากจะแคปซูลกระชายดำบำรุงกำลังของ เพศชายแล้ว กระชายดำยังช่วยบำรุงโหลิตสตรี(บำรุงเลือดเพศหญิง)
ช่วยแก้อาการตกขาวของสตรี
ช่วยขับระดู ช่วยให้รอบเดือนที่มาผิดปกติ กลับมาธรรมดา
ช่วยแก้โรคมดลูกทุพพลภาพ มดลูกย่อนยานได้ โดยการนำเหง้าหรือหัวของ สมุนไพรกระชายดำ มาโขลกและสผมกับเหล้าขาว แล้วนำมาดื่ม
ช่วยขับพิษภายในร่างกาย
แก้อาการมือเท้าเย็น
แคปซูลกระชายดำช่วยรักษา อาการเหน็บชา
ช่วยรักษาลักษณะของการปวดตามข้อ
ช่วยรักษาโรคเก๊า
สมุนไพรอื่นๆ
เจียวกู่หลานคุณประโยชน์หมอแผนจีนใช้ส่วนเหนือดินหรือใบเป็นยาแก้อักเสบแก้ไอ ขับเสลดแก้หลอดลมอักเสบชนิดเรื้อรัง แพทย์แผนไทยใช้ส่วนที่เป็นก้านตากแห้งบดละเอียดเช่นเดียวกันแก้อ่อนเพลีย แก้แผลอักเสบ ช่วยให้ไม่อ่อนแรงง่าย แคปซูลกระชายดำเจียวกู่หลาน ในเจียวกู่หลานมีสารจีแพนโนไซด์ (Gypenoside) ที่ออกฤทธิ์คล้ายกับจินเซนโนไซด์ เจอได้ในโสม ก็เลยทำให้มีคุณประโยชน์ในหนังสือเรียนยาแผนโบราณเป็นช่วยทำนุบำรุงร่างกาย ชูกำลัง ช่วยเจริญอาหาร เป็นยาอายุวัฒนะ รวมถึงใช้ขับเสมหะ แก้ไอ แก้อักเสบ ทุเลาลักษณะของการปวดกระดูก ส่วนเจียวกู่หลานในการขายส่งกระชายดำหมอแผนปัจจุบันมีสรรพคุณ ลดไขมันแล้วก็คลอเรสเตอรอลในเลือด ลดความเสี่ยงสำหรับการเกิดโรคหัวใจ ปรับความสมดุลของระบบเลือด ลดความดันเลือด ควบคุมน้ำตาลในเลือด ปกป้องเบาหวาน ต้านทานอนุมูลอิสระ ป้องกันความเสื่อมถอยของเซลล์ต่างๆภายในร่างกายรับผลิตกระชายดำทั้งยังยังเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกัน มีฤทธิ์ป้องกันตับ ป้องกันโรคความจำไม่ดี ต่อต้านเซลล์ของมะเร็ง ป้องกันการเกิดสภาวะตันของเส้นเลือดในสมองได้ขายส่งกระชายดำ[/url]
สรรพคุณชาเชียว

  • ชาเขียว มีส่วนในการรักษาโรคปวดหัวไปจนถึงโรคเหงาหงอยได้เป็นอย่างดี โดยเมืองจีนได้มีการใช้ชาเขียวในการรักษาโรคต่างๆมาเป็นเวลามากยิ่งกว่า 4,000 ปีมาแล้ว
  • มีส่วนช่วยแก้หวัด แก้อาการร้อนใน ช่วยสำหรับในการขับพิษ แล้วก็ช่วยขับเหงื่อภายในร่างกาย
  • ช่วยแก้อาการเมาสุรา ทั้งยังยังส่งผลให้หายเมาได้อย่างดีเยี่ยมรับผลิตกระชายดำ
  • มีส่วนช่วยสำหรับในการก่อให้เกิดการเจริญก้าวหน้าอาหาร มีส่วนช่วยสำหรับในการเพิ่มจำนวนแบคทีเรียจำพวกดีในลำไส้ ก็เลยมีส่วนช่วยสำหรับเพื่อการล้างพิษและช่วยกำจัดพิษในไส้ได้
  • ช่วยป้องกันการเกิดลิ่มเลือดในร่างกาย
  • แคปซูลกระชายดำคุ้มครองปกป้องตับจากพิษต่างๆรวมถึงโรคชนิดอื่นๆซึ่งสามารถเกิดขึ้นกับตับได้
  • มีฤทธิ์สำหรับการต้านอาการอักเสบ ต้านจุลินทรีย์ที่อยู่ในลำไส้ ต้านทานเชื้อแบคทีเรียรวมทั้งเชื้อไวรัส แล้วก็ช่วยต้านเชื้อ Botulinus แล้วก็เชื่อ Staphylococcus
  • มีส่วนช่วยสำหรับเพื่อการขับเยี่ยว รวมทั้งช่วยคุ้มครองป้องกันนิ่วในถุงน้ำดีรวมทั้งในไต
  • ช่วยสำหรับในการห้ามเลือดหรือทำให้เลือดไหลได้ช้าลง
  • มีส่วนช่วยสำหรับในการคุ้มครองปกป้องโรคข้ออักเสบรูมาติก ซึ่งเป็นโรคที่มีอาการอักเสบบวมแดง มีผลทำให้ปวดเมื่อตามกล้ามรวมทั้งข้อต่อ โดยอาการรูปแบบนี้ชอบกำเนิดกับกลางคนขายส่งกระชายดำ
  • ใช้เป็นยาพอกเพื่อรักษาแผลอักเสบ แผลพุพอง ฝีหนอง ไฟลุก และก็ช่วยทุเลาอาการผื่นผื่นคัน แมลงสัตว์กัดต่อย ใช้เป็นยากันยุง แล้วก็แก้ผิวร้อนแห้งได้เป็นอย่างดี
  • มีส่วนช่วยสำหรับเพื่อการนำมาซึ่งการคลายอารมณ์อารมณ์ ช่วยระบายความร้อนที่เกิดกับหัวรวมทั้งเบ้าตา จึงทำให้ตาสว่าง ไม่อยากนอน แถมยังมีผลให้หายใจชื่นบานได้อีกด้วยรับผลิตกระชายดำ
  • ช่วยแก้อาการท้องเดิน ท้องเดิน และท้องบิดได้อย่างดีเยี่ยม
  • มีส่วนช่วยในการแก้อาการกระหายน้ำ ช่วยสำหรับในการระบายความร้อนให้ออกจากปอด แถมยังช่วยขับเสลดได้อีกด้วย


Tags : ขายกระชายดำ,รับผลิตกระชายดำ

8
อื่นๆ / สัตววัตถุ นกกระจอก
« เมื่อ: 09-12-2017 , 13:30:57 »

นกกระจอก
นกกระจอก หรือนกกระจอกบ้าน ภาคใต้เรียก นกจอก
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Passer montanas (Linnaeus)
มีชื่อสามัญว่า tree sparrow หรือ European sparrow ที่พบในประเทศไทยเป็นประเภทย่อย Passer montanus malaccensis A. Dubois
ชีววิทยาของนกกระจอก
นกชนิดนี้เป็นนกขนาดเล็ก ความยาวของตัววัดจากปลายปากถึงปลายหางราว ๑๓ เซนติเมตร ปากอ้วนสั้นเป็นปากกรวย หัวค่อนข้างใหญ่ คอสั้น ปีกสั้น สิ้นปีกมน หางค่อนข้างจะสั้น ปลายหางหยักเว้าไปทางโคนหางน้อย ขาออกจะสั้น กระหม่อมสีน้ำตาลเข้ม หัวข้างๆและก็คอสีขาว ขนบริเวณหูมีแถบสีดำ คอหอยสีดำ ลำตัวด้านบนแล้วก็ปีกสีน้ำตาลเข้ม ขนท้ายปีกและก็ขนโคนปีกมีแถบสีขาว ๒ แถบ ลำตัวข้างล่างสีน้ำตาลอ่อน ตัวผู้แล้วก็ตัวเมียมีลักษณะคล้ายกันมาก แต่ว่าเพศผู้มีสีผ่องใสกว่านิดหน่อย มักอยู่รวมกันเป็นฝูงใกล้ถิ่นอาศัยของคนเรา บางทีอาจพบได้ตั้งแต่ระดับน้ำทะเลจนถึงที่สูงจากระดับน้ำทะเลปานกลาง ๑,๘๐๐เมตร
นกกระจอกรับประทานเมล็ดพืชและแมลงขนาดเล็กเป็นอาหาร สร้างรังตามใต้หลังคาบ้านหรือตามหลืบตามซอก วัสดุที่ใช้สำหรับในการทำรังมีหญ้าแห้งเป็นส่วนมาก ขยายพันธุ์ได้ตลอดปี  ตกไข่คราวละ ๓ – ๕ ฟอง ใช้เวลาฟักราว ๑๓ วัน ข้างหลังออกจากไข่ราว ๑๔ วัน ก็บินได้

ผลดีทางยา
สมุนไพร แพทย์ตามต่างจังหวัดใช้นกกระจอกหมดทั้งตัว ถอนขน ผ่าเอาเครื่องในออก ทำความสะอาด เอาพริกไทยและก็กระชายยัดในตัว จากนั้นก็เลยย่างไฟ แล้วคัดแยกออกมาตำเป็นผุยผง บางทีอาจผสมกับยาอื่นอีกหรือผสมน้ำผึ้ง กินเป็นยาบำรุงร่างกายให้แข็งแรง ราษฎรตามต่างจังหวัดลางถิ่นใช้เลือดนกกระจอกทาปานแดงเด็กอ่อน

9

น้ำขิง
ขิงเป็นสมุนไพร และก็เครื่องเทศที่ช่วยชาติไทยจีนและประเทศอินเดียรู้จักใช้มาตั้งแต่โบราณ ตำราเรียนสรรพคุณโบราณของไทยว่าขิงสด มีรสหวานเผ็ดร้อน
มีสรรพคุณ แก้เจ็บท้อง บำรุงธาตุ ขับลมในไส้ให้ผายแล้วก็เรอ ฉะนั้นน้ำขิงนอกเหนือจากการที่จะช่วยละลายยาให้รับประทานยาง่ายแล้ว ยังช่วยแต่งรถยนต์ให้น่ากินยิ่งขึ้นอีกทั้งมีคุณประโยชน์ทางยาซึ่งสามารถเสริมฤทธิ์ตัวยา ในยาขนานนั้นได้อีกด้วย ทิ้งที่นำมาใช้จัดแจงน้ำขิง สำหรับทำเป็นกระสายยานั้น มักใช้ขิงแก่สดสูตรเอาเปลือกนอกออก ล้างน้ำให้สะอาดแล้วฝานเป็นชิ้นบางๆต้มกับน้ำตามต้องการส่วนขิงที่นำมาใช้เป็นเครื่องเทศนิยมใช้อีกทั้งสดแล้วก็แห้งหินอ่อนและขิงแก่โดยมักใช้ขิงที่ยังอ่อนอยู่ ทำกับข้าวที่ไม่ต้องการที่จะอยากรสเผ็ดมาก โบราณว่าขิงแห้งมีรสหวานเผ็ดร้อนมีคุณประโยชน์แก้ไข้แก้ลมแก้จุกเสียดแก้เสลดบำรุงธาตุแก้คลื่นเห*ยน อ้วก สวนหินสดมีรสหวานเผ็ดร้อนมีคุณประโยชน์แก้ปวดท้องบำรุงธาตุ ขับลมในลําไส้ให้ผายลมรวมทั้งเรอ
   สมุนไพร ยาในตอนที่ ๕๓ ในตำราเรียนพระยารักษาโรคพระนารายณ์ชื่อ “มหากระทัศใหญ่” ที่ใช้แก้ลมทุกหมวดหมู่นั้น ให้ใช้น้ำผึ้ง น้ำขิง น้ำส้มซ่า หรือน้ำกระเทียม เป็นน้ำกระสายยาก็ได้ สุดแท้แต่หมอผู้วางยาจะยักกระสายให้จำเป็นต้องโรคจำเป็นต้องอาการ ดังนี้   “มหากทัศใหญ่” ให้เอาโกฏสอเทศ เทียนอีกทั้ง ๕ รากเจตมูลไฟ ผลกระวาน ใบกระวาน ผลอันใหญ่ สะค้าน เปลือกสมุลแว้ง ขิงแห้ง ว่านน้ำ พริกล่อน รากไคร้เครือ บอแร็ก ลูกจันทน์ ดอกจันทน์ เกลือบก สิ่งละส่วน การะบูร กานพลู เทียนตาตั๊กแตน เทียนเกล็ดหอย สหัสคุณก็ได้ เปล้าน้อยก็ได้ สิ่งละ ๘ส่วน ดีปลี ๒๐ ส่วน กระทำเป็นจุณ ละลายน้ำผึ้ง น้ำขิงน้ำส้มส้า น้ำกระเทียมก็ได้ กินหนักสลึงหนึ่ง แก้ลมปัตฆาฏ ลมอัมพาต ลมราทยักษ์ ถ้าหากลมนั้นเบากำลังยานั้นก็จะให้ร้อนถึงปลายมือปลายตีน บรรดาลมทั้งมวลแก้ได้หายสิ้นแลฯ
  ขิงมีชื่อเรียกในภาษาสันสกฤตว่า srigavere ซึ่งแผลงเป็น zingiber เมื่อทำให้เป็นภาษาละตินเพื่อตั้งเป็นนามสกุลรวมทั้งชื่อวงศ์ ตามหลักสากลสำหรับเพื่อการตั้งชื่อวิชาพฤกษศาสตร์ ฝรั่งเรียกว่าขิง ginger ตามที่เรียกกันในภาษาแขก ผู้รอบรู้ทางภาษาหลายท่านสันนิศฐานว่า คำ “ขิง” ในภาษาไทย ก็น่าจะมีที่มาจากภาษาแขกนี้เอง แม้กระนั้นเรียกให้สั้นลง
ขิง เป็นเหง้าของพืชขนาดเล็กที่มี
ชื่อพฤกษศาสตร์ว่า Zingiber officnale Roscoe
ในสกุล Zingoberaceae
เป็นพืชอายุหลายปี สูง ๓๐-๙๐เซนติเมตนมีเหง้าที่มีกาบใบบางๆห่อ เปลือกนอกสีน้ำตาลแกมเหลือง เนื้อเหง้ามีสีนวล มีกลิ่นเฉพาะ เป็นใบเลี้ยงคนเดียว ออกสลับกัน รูปขอบขนานปนรูปใบหอก ปลายใบแหลม ขอบใบเรียบ ขนาดกว้าง ๑-๓ ซม. ยาว ๑๐-๒๕เซนติเมตร ดอกออกเป็นช่อ ช่อดอกแทงขึ้นโดยตรงจากเหง้า ก้านช่อดอกยาว๑๐-๒๐ เซนติเมตร มีใบปนะดับ สีเขียวอ่อน ดอกย่อย ไม่มีก้าน ดอกมีสีเหลือง ปลายกลีบเป็นสีม่วงแดง ผลได้ผลแห้ง มี๓ พู

ขิงมีส่วนประกอบเป็นชันน้ำมัน (oleoresin)อยู่ในปริมาณสูง ซึ่งเป็นสารที่ทำให้ขิงมีรสเผ็ดรวมทั้ง มีกลิ่นหอมหวน ถ้าสกัดชันน้ำมันนี้ ด้วยตัวทำละลาย บางประเภทจะได้ชันน้ำมันที่เกือบบริสุทธิ์ซึ่งมีลักษณะข้นเหนียว สีน้ำตาลเข้ม มีกลิ่นแรงแล้วก็รสเผ็ดร้อน มีชื่อเรียกทางการค้าว่า “จินเจอริน” (gingerin) ประกอบด้วยสารในกลุ่มจินพบคอยล ( gingerol) โชโกล (shogaol) และก็ ชิงพบโรน (zingerone) เป็นหลัก ชันน้ำมันที่เตรัยมใหม่ๆจะมีจินพบรอคอยล อาทิเช่น 3-6-gingerol,8-gingerol,10-gingerol,12-gingerol เป็นหลัก แม้กระนั้นถ้าหากทิ้งไว้นานๆจะมีโชโกลเป็นตัวหลัก ทั้งโชโกลรวมทั้งซิงเจอโรนไม่ใช่สารผลิตภัณฑ์ธรรมชาติที่พบในขิง แต่เป็นสารที่มีสาเหตุจากปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นทางเคมีในระหว่างการสกัดด้วยตัวทำละลาย สารทั้งสองนี้มีรสเผ็ดร้อนกว่าจินเจอรอคอยล โดยเหตุนั้น จินเจอรินที่ดีต้องมีสารทั้งสองประเภทนี้ในปริมาณที่ต่ำที่สุด  ขิงมีน้ำมันระเหยง่ายราวจำนวนร้อยละ ๑-๓ จำนวนนี้จะขึ้นกับวิธีปลูกแล้วก็ขณะที่เก็บเกี่ยว ในน้ำมันระเหยง่ายมีสารสำคัญหลายแบบ เช่น (-)-b-sesquiphillandrene , E,E-a-farnesene , (-)-zingiberene , (+)-ar-curcumene ซึ่งมีฤทธิ์ต้านเชื้อบัคเตรีที่ส่งผลให้เกิดหนอง ขับลม กระตุ้นการบีบตัวของกระเพาะอาหารและก็ไส้  ปัจจุบันนี้มีการใช้สารสกัดจากขิง ซึ่งครั้งสารองค์ประกอบหลักเป็นอนุพันธ์ของ 4-hydroxy-3-methoxyphenyl อาทิเช่น ซิงพบโรน จินเจอร์ไดออล (gingerdiol) จินเจอร์ไดโอน (gingerdione) จินเจอคอยล โชโกล เป็นยาบรรเทาอาการอาเจียนคลื่นไส้ และก็บรรเทาอาการปวดด้วยเหตุว่าข้อเสื่อม ทั้งยังอาจช่วยลดการอักเสบและก็บวมของข้อ

Tags : สมุนไพร

10
อื่นๆ / สัตววัตถุ อีกา
« เมื่อ: 06-12-2017 , 16:42:15 »

กา
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Corvus macrorhynchos Wagler
จัดอยู่ในตระกูล  Corvidae
ที่เจอในประเทศไทยมี ๒ จำพวกย่อยหมายถึงประเภทย่อย Corvus macrorhynchos macrorhynchos Wagler  กับประเภทย่อย  Corvus  macrorhynchos  levaillantii  Lesson   มีชื่อสามัญว่า large-billed หรือ jungle  crow

ชีววิทยาของอีกา
สมุนไพร อีกาเป็นนกขนาดกึ่งกลาง ความยาวของตัววัดจากปากถึงปลายหางราว ๕๓ เซนติเมตร มีสีดำตลอดตัว มองเห็นเป็นมันเมื่อมีแสงจัด มีปากใหญ่ สันบนโค้งมากมายขาแข็งแรง ทานอาหารทุกชนิด พบได้ในทั่วทุกภาคของเมืองไทย ในสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมือนกัน ได้ตั้งแต่เขตกลางเมืองจนถึงเขตป่าเขา

Tags : สมุนไพร

11
อื่นๆ / สัตววัตถุ อีเเร้ง
« เมื่อ: 05-12-2017 , 14:22:19 »

อีแร้ง
อีแร้งเป็นนกที่จัดอยู่ในสกุล Gyps มีชื่อสามัญว่า vulture ที่พบได้ในประเทศไทยมี ๓ ประเภท ทุกชนิดจัดอยู่ในตระกูล Accipitridae  อีแร้งไทยอีก ๓ จำพวกนั้น ปัจจุบันนี้หายากและก็มีจำนวนน้อย ลางจำพวกบางทีอาจสูญพันธ์ไปแล้ว
๑. อีแร้งเทาข้างหลังขาว มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Gyps  bengalensis (Gmelin) มีชื่อสามัญว่า white – rumped  vulture เป็นนกทุ่งนาดใหญ่ ความยาวของสัตว์วัดจากปลายปากถึงปลายหางราว ๙0 ซม. ลำตัวสีดำปนน้ำตาล หัวรวมทั้งลำคอไม่มีขนปกคลุม เป็นเพียงแผ่นหนังสีคล้ำ ตอนล่างของคอมีขนเป็นวงรอบหลัง สีขาว ตอนล่างและโคนหางสีขาวแน่ชัด ข้างในต้นขามีทาสีขาว เห็นได้ชัดขณะเกาะยืน   เมื่ออายุน้อยลำตัวมีสีน้ำตาลออกแดงหรือน้ำตาลเข้ม ไม่มีแถบขาวเลย รับประทานซากสัตว์เป็นของกิน   สร้างรังบนยอดไม้สูง ในพฤศจิกายนและก็ธ.ค.จนกระทั่งกุมภาพันธ์ วางไข่ครั้งละ ๑ ฟอง อีกทั้ง ๒ เพศช่วยเหลือกันสร้างรังรวมทั้งกกไข่ ประเภทนี้มีเขตการกระจายประเภทกว้าง ตั้งแต่ประเทศอินเดีย ภาคตะวันตกเฉียงใต้ของจีน และทั่วภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้  ในประเทศไทยเคยพบชุกชุมรอบๆที่ราบ แต่ว่าเดี๋ยวนี้หาดูได้ยากมากมาย   รู้เรื่องว่าเกือบจะสูญพันธุ์ไปแล้ว

๒.อีแร้งปากเรียว มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า  Gyps  indicus  (Scopoli)   มีชื่อสามัญว่า   long – billed  vulture   อีแร้งสีน้ำตาลประเทศอินเดีย  ก็เรียก  เป็นอีแร้งขนาดใหญ่  ขนาดวัดจากปลายปากถึงปลายหางยาวราว  ๙0  เซนติเมตร ตัวสีน้ำตาลอ่อนถึงสีน้ำตาลแก่ขนทุกเส้นมีขอบสีจางกว่าสีพื้น   หัวรวมทั้งลำคอมีขนอุยสีน้ำตาลออกขาวปกคลุม   ท้องสีน้ำตาลอ่อน มีจะงอยปากที่เรียวกว่าแร้งจำพวกอื่นๆตัวที่อายังน้อยมีสีแก่กว่าตัวโตเต็มวัย และมักพบที่ขนอุยเหลืออยู่บนขนหัว เหมือนปกติอยู่เป็นฝูงเล็กๆ ร่วมกับอีแร้งจำพวกอื่นๆแล้วก็ร่วมลงกินซากสัตว์ร่วมกัน   พบมากจิกรวมทั้งแย่งซากสัตว์กันตลอดเวลา  แนวทางการทำรังรวมทั้งตกไข่คล้ายกับแร้งชนิดอื่นๆสร้างรังตอนเดือนพฤศจิกาถึงเดือนกุมภาพันธ์   ชอบอยู่ตามที่โล่งเตียน นอกเมือง หากินตามลำห้วยใหญ่ๆ ในป่าเต็งรังรวมทั้งปาเบญจพรรณ มีเขตผู้กระทำระจายประเภทจากอินเดียถึงภูมิภาคอินโดจีน   ในประเทศไทยเคยพบได้บ่อย แต่ปัจจุบันเชื่อว่าสิ้นซากไปจากบ้านเราแล้ว สมุนไพร
๓.อีแร้งเทาหิมาลัย มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า  Gyps   himalaiensis  Hume   มีชื่อสามัญว่า Himalayan  griffon  vulture อีแร้งสีน้ำตาลหิมาลัย  ก็เรียก เป็นอีแร้งขนาดใหญ่มากมาย ขนาดวัดจากปลายปากถึงปลายหางราว ๑๒๒ เซนติเมตร มีลักษณะคล้ายอีแร้งปากเรียว แม้กระนั้นตัวใหญ่กว่ามากมาย ตัวผู้แล้วก็ตัวเมียมีสีเช่นกัน ลำตัวด้านบนมีสีน้ำตาลอ่อนหรือน้ำตาลแกมขาว ข้างล่างสีเนื้อปนสีน้ำตาลอ่อน มีลายขีดขนาดใหญ่สีขาว ขนรอบคอยาว  สีน้ำตาล มีลายขีดสีขาว พบมากอยู่กระโดดๆหรืออยู่เป็นคู่ หรือ  ๒-๓  ตัว   ตามทุ่งโล่งหรือป่าบนภูเขา มักร่อนเป็นวงกลมตามหุบเขาหรอเทือกเขาเพื่อหาอาหาร  เป็นนกที่หลงเข้ามา หรือย้ายถิ่นมาในประเทศไทยตอนนอกฤดูสืบพันธุ์   หายากแล้วก็ปริมาณน้อย เคยมีรายงานว่าเจอในกรุงเทพมหานคร รวมทั้งที่อุทยานแห่งชาติเขาสามร้อยยอด จังหวัดประจวบเหมาะคิรีขันธ์

12
อื่นๆ / สัตววัตถุโหรามิคสิงคี
« เมื่อ: 02-12-2017 , 09:26:29 »

โหรามิคสิงคี
โหรามิคสิงคี หรือที่เรียกใน แบบเรียนพระโอสถพระนารายณ์ว่า “โหราอำมิคสิงคี” เป็นเขากวางสุม (ให้เป็นถ่าน) คำ มิค แปลว่า กวาง ส่วนคำ สิงคี มีความหมายว่าสัตว์มีเขาได้จากกวางอิหร่าน
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Dama dama Linnaeus
ในสกุล Cervidae
มีชื่อสามัญว่า   fallow  deer
กวางเปอร์เซียนี้มี  ๒  ชนิดย่อย  คือ
๑.ประเภทย่อยซึ่งมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า  Dama  dama  mesopotamica  (Brooke)
มีชื่อสามัญว่า Iran  fallow  deer
๒.จำพวกย่อยที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า  Dama  dama  dama  Linnaeus
มีชื่อสามัญว่า South  Turkey  fallow  deer
กวางเปอร์เซียเป็นกวางขนาดกึ่งกลาง ขนาดวัดจากจมูกถึงปลายหางยาวราว ๑.๕0  เมตร หางยาว  ๒0-๒๕  เซนติเมตร น้ำหนักตัว  ๓0-๓๕  กรัม ขนตามลำตัวมีสีเทาหรือสีน้ำตาลแกมเหลือง มีจุดขาวอยู่กึ่งกลางข้างหลังหรือข้างลำตัว มีขนแถบสีดำทอดยาวจากกึ่งกลางข้างหลังไปจนถึงสะโพก ด้านล่างลำตัวสีขาว ขนเรียบ บางแล้วก็แนบติดกับลำตัว   ในช่วงฤดูหนาวขนตามลำตัวจะกลายเป็นสีน้ำตาลเทารวมทั้งจุดขาวตามลำตัวจะเลือนไป ขายาว ลำตัวอ้วนล่ำ หัวออกจะสั้น คอครึ้ม ตัวผู้มีลูกกระเดือกนูนออกมา บริเวณตูดวงรอบก้นมีสีขาวขอบสีดำ
กวางประเภทนี้รับประทานหญ้า ใบไม้ แล้วก็ผลไม้เป็นอาหาร ถูกใจอยู่กันเป็นฝูงในช่วงฤดูร้อน ตัวผู้ที่โตสุดกำลังจะแยกออกมาจากฝูง ทิ้งตัวภรรยาแล้วก็ลูก แม้กระนั้นในช่วงฤดูผสมพันธุ์จะกลับเข้ามาผสมพันธุ์กับตัวเมีย กวางจำพวกนี้โตเต็มที่รวมทั้งสืบพันธุ์ได้เมื่ออายุ ราว ๑๘  เดือน ท้องราว  ๒๓0  วัน ตกลูกทีละ  ๑  ตัว อายุยืนราว  ๒0  ปี
เคยพบกวางเปอร์เซียในป่ารอบๆสมุทรเมดิเตอร์เรเนียนแล้วก็ในตะวันออกกลาง ดังเช่นว่า ในประเทศประเทศอิหร่านและอิรัก เดี๋ยวนี้บางทีอาจสูญพันธุ์ไปจากธรรมชาติแล้ว แต่ยังคงมีเลี้ยงอยู่บ้างตามสวนสัตว์หลายแห่ง
 [url=http://www.disthai.com/]สมุนไพร[/url] หนังสือเรียนคุณประโยชน์โบราณว่า โหรามิคสิงคีเป็นยาถอนพิษ แก้ปวดตามข้อ ปวดเอว ใน ตำราเรียนพระยารักษาโรคพระนารายณ์  มีตำรับยาขนานหนึ่งเข้า “โหราอำมิคสิงคี”  เป็นเครื่องยาด้วย ดังต่อไปนี้ ยาทรงเขี่ย ให้เอาโหราเดือยไก่ โหราอำมฤตย์ โหราอำมิคสิงคี โหราบอนโหราเท้าสุนักข์ โหราเขากระบือ โหราใบกลม โกฏกัตรา ลูกจันทร์ ดอกจันทร์ กระวาน  กานพลู พริกหอม พริกหาง พริกล่อน  ดีปลี  มหาหิงคุ์ โปตัสเซี่ยมไนเตรดขาว หอมแดง ชาตรี ยาดังนี้สิ่งละเฟื้อง ฝิ่นสลึง ๑  ทองคำเปลว  ๑0  แผ่น น้ำมะนาวเป็นกระสาย   บดทำแท่ง ตากในร่ม ฝนด้วยน้ำมะนาว น้ำท่า เมื่อเขี่ยแล้วนั้น ถึงเป็นฝีฟกทูมเมีย ขึ้นเป็นเม็ดเป็นเปาเป็นเงื่อนก็หาย หากเจ็บป่วยเจ็บ ให้สับกระหม่อมสับต้นคอ ทาหาย แก้ลมจับสูงด้วย ถ้าหากงูเพ่งดูม์ ตะขาบ แมลงป่องขบ ฝนด้วยน้ำมะนาวก็ได้ เหล้าก็ได้ ทั้งกินทั้งยังยา หาย  ฯ
ประโยชน์ทางยา
ยาไทยใช้เขากวางเป็นยาขนานหนึ่ง แบบเรียนยาคุณประโยชน์ยาโบราณ เขากวางเป็นยาเย็น ดับพิษทุกๆสิ่งทุกๆอย่าง มีสรรพคุณแก้ร้อน ถอนพิษแสดง แพทย์แผนไทยมักเอามาคั่วให้เกรียม หรือสุมให้ดำไหม้เกรียม และจึงเอามาผสมเข้าในตำรับยา
ในพระคัมภีร์โบราณอันเป็นต้นแบบของยาแพทย์แผนไทยนั้น มีตำรับยาที่ เข้า  “เขากวาง” หลายขนาน ในที่นี้ขอยกตัวอย่างยาขนานหนึ่งใน  พระตำรามหาโชตรัต ดังนี้สิทธิการิยะ ถ้าใครไม่สบายแลให้ร้อนภายในให้อยากน้ำนัก แลตัวคนป่วยนั้นให้แข็งกระด้าง เหมือนหนึ่งขอนไม้แลท่อนฟืน ให้ตัวนั้นเป็นเหน็บชาไปทั่วกายหยิกไม่เจ็บ   ท่านว่ากำเนิดรอยแดง  ด้านในแลให้ปากแห้งคอแห้งผากฟันแห้งนมเศร้าให้เป็นต่างๆนั้น ท่านว่ารอยแดงผุดออกยังไม่สิ้น ยังอยู่ในหัวใจนั้น ถ้าจะแก้ให้เอา รากกะตังบาย  ๑  จันทร์อีกทั้ง  ๒  สนเทศ  ๑  ท้อม  ๑  เพ่งพิศท้องนาศ  ๑  รากแตงหยาบคาย  ๑  รากหมูปลดปล่อย  ๒  หัวมหารอยดำ  ๑  หัวกะตอนเช้าผีมด  ๑  รากไคร้เครือ  ๑  ใบยับยั้ง  ๑  ใบพิมเสน  ๑  ใบเฉพร้าหอม  ๑  ใบทองพันชั่งน้ำหนัก  ๑  เขากวาง ๑  งา  ๑  เขี้ยวเสือ  ๑  เขี้ยวหมี  ๑   เขี้ยวจระเข้  ๑   เขี้ยวหมูป่า  ๑   เขี้ยวแรด  ๑   กรามพญานาค  ๑   เขี้ยวปลาพะยูน  ๑   เกสรดอกบัวน้ำทั้ง  ๗   ผลสมอพิเภก  ๑   เทียนดำ  ๑   ใบสเดา  ๑   เปลือกไข่เป็ดสด  ๑   ผลจันทร์  ๑   ดอกจันทร์  ๑   สมอไทย ๑   รากมะรุมบ้าน  ๑   รวมยาทั้งนี้เอาเสมอภาค   ทำผงแล้วจึงบดปั้นแท่งไว้ ฝนด้วยน้ำดอกไม้ กินทั้งยังพ่น แก้สรรพไข้ทุกอันดังกล่าวข้างต้นมานั้น หายแล

13
อื่นๆ / สัตววัตถุ กุย
« เมื่อ: 01-12-2017 , 08:19:09 »

กุย
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Saiga tatarica Linnaeus
ในตระกูล Bovidae
มีชื่อสามัญว่า saiga antelope
มีชื่อยาในภาษาละตินว่า Cornu  saigae  Tataricae
พบในที่ราบท้องทุ่งรวมทั้งในที่สูงที่มีลมเย็นจัด และมักมีฝุ่นละอองทรายขจัดขจายอยู่ ตั้งแต่ประเทศโปรแลนด์ไปถึงที่ราบสูงตอนใต้ของรัสเซียถึงทุ่งหญ้าที่ราบสูงในประเทศดูโกเลีย
ชีววิทยาของกุย
กุย เป็นสัตว์เลือดอุ่น กีบคู่ ขนาดวัดจากปลายจมูกถึงตูดยาว ๑.๑0-๑.๔0 เมตร หางยาว 0.๘0-๑.๓0 เมตร  สูง  ๖0-๘0   เซนติเมตร   น้ำหนักตัว  ๒๓-๔0   กิโลกรัม   หัวใหญ่และอ้วน   ตัวเมียไม่มีเขา   ตัวผู้มีเขารูปเหมือนพิณฝรั่ง   ยาว  ๒0-๒๖  เซนติเมตร   มีวงเป็นข้อนูนต่อเนื่องกันขึ้นไปจากโคนเขา   ถึงเกือบจะปลายเขา  ๑0-๑๖  วง   ระยะระหว่างวงนูนราว  ๒  ซม.   ปลายแหลม   ดั้งจมูกดกและก็โค้งโค้ง   จมูกเหมือนกระเปาะพอง   มีสันตามแนวยาว   รูจมูกเปิดออกทางด้านล่างภายในรูจมูกมีโครงสร้างพิเศษหลายชนิด   กระดูกเจริญดีเลิศรวมทั้งเรียงช้อนล้ำกัน  สมุนไพร ข้างในมีขนดก   ต่อมรวมทั้งร่องเมือก   สำหรับกรองฝุ่นละอองและก็ทำให้อากาศที่หายใจเข้าไปอุ่นรวมทั้งเปียกชื้นขึ้น   มีประสาทดมดีเยี่ยม   นอกเหนือจากนั้นในรูจมูกยังมีถุงที่พองได้   ด้านในบุด้วยเยื่อเมือก   มีขนที่ใต้คอดกเพื่อกันความหนาว   ในช่วงฤดูขนบนตัวจะสั้นสีน้ำตาลออกแดง   จมูกและก็หน้าผากสีน้ำตาลคล้ำกว่า   บนกระหม่อมมีลายสีออกเทา   รอบก้น   ใต้ท้อง   และหางสีขาว   ในช่วงฤดูหนาวขนจะยาวและดกกว่า   มีขนรองครึ้ม   มีสีขาวเทาตลอดลำตัว   กุยมีขาเรียวยาว   ด้นหลังกีบกางออกเล็กน้อย   หางสั้นมากมาย   ใต้หางไม่มีขน สัตว์ประเภทนี้ถูกใจอยู่เป็นฝูงเล็ก   ในช่วงฤดูใบไม้ร่วง   มักรวมฝูงแล้วก็ย้ายถิ่นที่อยู่ลงไป   ทางทิศใต้ที่อบอุ่นกว่า   ในช่วงฤดูใบไม้ผลิ   (ราวเมษายน)   ตัวผู้ย้ายถิ่นขึ้นไปทางด้านเหนือก่อน   แล้วฝูงตัวเมียก็ย้ายที่อยู่ขึ้นไปสมทบ   เวลาวิ่งมักก้มหน้าต่ำ   แต่วิ่งได้เร็วถึงชั่วโมงละ   ๖0   กิโลเมตร   ถูกใจรับประทานใบไม้ตามพุ่มไม้และก็ใบหญ้า อดน้ำได้นาน

คุณประโยชน์ทางยา
เขากุยมีที่ใช้ทั้งยังในยาไทยรวมทั้งยาจีน ส่วนมากที่มีขายในร้านยาจีนมาจากทางภาคเหนือของเขตปกครองตนเองสินเจียงอุยกูร์ ประเทศสหรัฐประชาชนจีน มีสีขาวๆถึงสีขาวอมเหลือง ราว ๑  ใน  ๓  ถึงครึ่งหนึ่งจากโคนเขามีเนื้อกระดูกที่แข็งรวมทั้งแน่นเมื่อเอาออกจะทำให้เขากลวง โปร่งใส เมื่อส่องกับแสงจะมองเห็นภายในช่วงหลังเขากุยมีช่องเล็กๆ  ทอดเป็นเส้นตรงยาวไปจนถึงปลายเขา เรียก รูทะลุปลายเขา ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะของเขากุย
การเตรียมเขากุยสำหรับใช้เป็นยาทำเป็น  ๒  วิธี  คือ
๑.ทำเป็นแผ่นบางๆ ซึ่งทำโดยการเอาเขาที่เอาเนื้อกระดูกออกแล้ว แช่น้ำอุ่นไว้เป็นเวลานานพอควร คัดออกจากน้ำแล้วตัดตามทางขวางเป็นชิ้นบางๆแล้วทำให้แห้ง
๒.ทำเป็นผงละเอียด โดยใช้เขาที่เอาเนื้อกระดูกออกแล้ว นำไปบดเป็นผุยผงละเอียด
ตำรายาสรรพคุณโบราณว่า
เขากุยเป็นยาเย็น มีรสเค็ม ใช้แก้ไข้สูง และอาการอื่นๆ ที่เกี่ยวโยงกับลักษณะของการมีไข้สูง ตัวอย่างเช่น หมดสติ ชัก เพ้อ คลั่ง เป็นต้น แก้โรคลมชัก
จีนว่ายานี้เป็นยาแก้ตับทำงานมากเกินความจำเป็น มีคุณประโยชน์กำจัดความร้อนรวมทั้งพิษต่างๆในร่างกาย เมื่อรับประทานเขากุยแล้วจะทำให้ตัวเย็น และก็สรรพคุณนี้แรงกว่า เขาควายราว  ๑๕  เท่า (บางทีอาจใช้เขาควายแทนได้)

14
อื่นๆ / สัตววัตถุ ชะมดเช็ค
« เมื่อ: 29-11-2017 , 11:54:03 »

ชะมดเช็ด
ชะมดเช็ด (civet  cat) เป็นสัตว์ที่มีลักษณะเหมือนมูสัง
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า viverricula malaccensis  (Gmelin)
จัดอยู่ในตระกูล  viverridae
มีชื่อสามัญว่า small indian civet
ชีววิทยาของชะมดเช็ด
ชะมดเช็ดเป็นชะมดที่มีขนาดเล็ก ความยาวลำตัว ๕๔-๖๓ ซม. หางยาวราว ๓๐-๔๓ เซนติเมตร น้ำหนักตัว ๑-๔  กิโล ขนสีน้ำตาลจาง  มีลายสีดำบนหลัง  ๕  ลาย เริ่มจากคอถึงโคนหาง ข้างลำตัวมีลายเป็นจุดสีดำเรียงเป็นแถวไปตามควายยาวของลำตัว หางเป็นข้อดำสลับขาว  ๕-๙  ข้อ ปลายหางเป็นสีขาว หน้าผากแคบ ขาออกจะสั้น มักอาศัยอยู่ตามป่ารกทั่วๆไป หากินบนพื้นดิน  วิ่งเร็วมากหาเลี้ยงชีพในช่วงกลางคืน  ส่วนในตอนกลางวันนอนตามพุ่มไม้เตี้ยๆ สมุนไพร
รอบๆก้นมีต่อมกลิ่น ขับของเหลวที่มีกลิ่นฉุน โดยธรรมชาติจะถูของเหลวนี้ตามตอไม้หรือกิ่งไม้ ก็เลยเรียกชื่อสัตว์จำพวกนี้ว่า “ชะมดเช็ด”  ต่อมกลิ่นนี้มีอยู่ในตัวผู้และตัวเมีย แต่ว่าในตัวเมียมีขนาดเล็กกว่า

ชะมดเช็ดสืบพันธุ์ได้เมื่ออายุ ๒ ปี ไม่มีฤดูสืบพันธุ์ ตั้งท้องนาน ๒ เดือน คลอดลูกทีละ  ๒-๔  ตัว ออกลูกในโพรงดินตามใกล้ต้นไม้หรือตอไม้ ตัวเมียจะเลี้ยงลูกส่วนตัวผู้จะอยู่กับภรรยาเฉพาะตอนสืบพันธุ์ อายุยืนได้ถึง ๑๐ ปี  รับประทานสัตว์เล็กๆยกตัวอย่างเช่น  ไก่  นก หนู  งู  หรือผลไม้ลางจำพวกเป็นอาหาร   พบได้มากในทวีปเอเชียตอนใต้   ตั้งแต่  ประเทศอินเดีย ศรีลังกา พม่า จีน เวียดนาม ไทย ลาว กัมพูชา มาเลเซียแล้วก็ อินโดนีเซีย

Tags : สมุนไพร

15

สมุนไพรชะมดต้น
ชะมดต้นเป็นพืช
อันมีชื่อพฤกษศาสตร์ว่า Abelmoschus moschatus Medik subsp moschatus
จัดอยู่ในตระกูล Malvacaea
ประชาชนบางถิ่นเรียก ฝ้ายผีก็มี  มีชื่อสามัญว่า musk   mallow หรือ  Abel  muskพืชจำพวกนี้เป็นไม้ล้มลุก อายุปีเดียว ลำต้นตั้งตรง แตกกิ่งเล็กน้อยบางทีอาจสูงได้ถึง  ๒  เมตร ใบเป็นใบคนเดียวเรียงสลับกัน รูปหัวใจปนรูปไข่ โคนใบเว้า ขอบของใบเว้าเป็น ๓-๕  แฉก ใบที่ปลายยอดจะเล็ก แฉกลึกรวมทั้งแคบกว่าใบที่อยู่ใกล้โคนต้น ผิวใบมีขนรูปดาว ๒ ด้าน ก้านใบยาว ดอกมักออกโดดเดี่ยวๆตามซอกใบ [url=http://www.disthai.com/]สมุนไพร[/url] ดอกใหญ่มีกลีบเลี้ยง ๕  กลีบ เชื่อมติดกันบนหลอด ปลายแยกเป็น  ๕  แฉก กลีบดอกเป็น  ๕  กลีบ เชื่อมชิดกันที่โคน สีเหลืองสด โคนกลีบสีแดงเข้ม เกสรเพศผู้มีมากไม่น้อยเลยทีเดียว เชื่อมติดกันเป็นท่อยาว   รังไข่อยู่เหนือวงกลีบ มี ๕ ช่อง ก้านเกสรเพศเมียยาวแทงพ่นท่อเกสรเพศผู้ ปลายแยกเป็น  ๕  แฉก ผลเป็นฝัก แตกได้ รูปรีแกมรูปไข่ เป็นเฟืองตามยาว ปลายเรียวแหลม ยาว  ๖.๓-๗.๕  ซม. ภายในฝักมี  ๕  ช่อง แต่ละช่องมีเมล็ดเยอะๆ เม็ดรูปไต มีกลิ่นแรง แพทย์แผนไทยเรียกพืชประเภทนี้ว่า “เทียนฉมต” หรือ“เทียนชะมด”   มีชื่อสามัญเชิงพาณิชย์ว่า Ambrette seed หรือ Grains d’Ambrette ใช้เป็นยาแก้เสมหะและดีทุพพลภาพ แก้ลมให้คลื่นเหียนอาเจียน (ขับลม) เป็ยยาเย็น บำรุงธาตุ ยาบำรุง แก้อาการเกร็ง เมื่อเอามาบดกับน้ำนมใช้ทาแก้หิดหรือแก้คันได้ ถ้าเอาเม็ดมาเคี้ยวจะได้กลิ่นราวกับเสมือนกลิ่นชะมดเช็ด ผงเทียนชะมดใช้โรยในตู้สำหรับใส่เสื้อผ้า เพื่อกันไม่ให้แมงมากินเสิ้อผ้าและทำให้เสื้อผ้ามีกลิ่นหอมสดชื่น ทั้งใช้ผสมทำบุหงา น้ำมันที่ระเหยง่ายที่ได้จากการกลั่นเทียนชะมดที่ใช้ปรุงน้ำหอมให้กลิ่นทนทาน
 
คุณประโยชน์ทางยา
ชะมดเช็ด (civet) เป็นเครื่องยาที่มีกลิ่นหอมสดชื่น ได้จากเมือกของไขของตัวชะมดเช็ดทั้งตัวผู้และตัวเมีย ที่ขัดไว้ตามไม้ที่ปักให้หรือที่ซี่กรงที่ขังสัตว์ไว้
หนังสือเรียนสรรพคุณยาโบราณ ชะมดเช็ด มีกลิ่นหอมหวนฉุน ใช้เป็นยาบำรุงดวงจิตให้กระชุ่มกระชวย เป็นยาชูกำลัง ใช้เป็นเครื่องหอมยิ่งกว่านั้นยังใช้เป็นตัวทำให้น้ำหอมอยู่ทนทาน (fixative) ด้วย ก่อนนำชะมดเช็ดมาใช้ แพทย์แผนไทยมักฆ่าฤทธิ์ก่อน โดยผสมกับหัวหอมเล็กหรือผิวมะกรูดที่หั่นให้เป็นฝอยละเอียด ใส่ลงไปในช้าพลูหรือช้อนเงิน   นำไป ลนไฟเทียนกระทั่งชะมดนั้นละลาย และมีกลิ่นหอมยวนใจดีแล้วจึงกรองเอาน้ำมันชะมดไปใช้เป็นยาถัดไป ชะมดชนิดอื่นๆที่ให้  “ชะมดเช็ด”ชะมดเช็ดที่ใช้ในยาไทยนั้น ยังบางทีอาจได้จากชะมดประเภทอื่นๆในวงศ์  Viverridae   ที่เจอในประเทศไทยอีก ๒ จำพวก เป็น
๑.ชะมดประเภทแผงหางปล้อง
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Viverra  zibetha Linnaeus
มีชื่อสามัญว่า large Indian civet
เป็นชะมดที่มีขนาดใหญ่ที่สุด ขนาดวัดจากจมูกถึงปลายหางราว ๗๕-๘๕  เซนติเมตร หางยาว ๓๕-๔๕  เซนติเมตร น้ำหนักตัว ๘-๙ กก. พื้นลำตัวมีสีเทาหรือสีน้ำตาล เหลือง มีจุดดำกระจัดกระจายอยู่ทั่วไป ข้างคอมีแถบดำ ๓ แถบ แล้วก็แถบขาว  ๒  แถบ พาดผ่านจากไหล่ทั้งยัง ๒ ข้าง มีลายดำเป็นเส้นยาวไปถึงโคนหาง กึ่งกลางหลังจากหัวถึงโคนหางมีขนสีดำตั้ง หางมีลายเป็นปล้อง มีขาวสลับดำ  ๕-๗  ปล้อง ปลายหางสีดำ ปลายตีนสีน้ำตาลไหม้ เล็บหดกลับได้ครึ่งหนึ่งชะมดแผงหางปล้องเป็นสัตว์ที่หากินในยามค่ำคืน และก็ถูกใจอยู่ตามลำพังคนเดียวในป่าทึบ ขึ้นต้นไม้เก่ง แต่ว่าพบได้บ่อยอยู่บนพื้นดินมากกว่าบนต้นไม้ กลางวันหลบนอนในที่ป่าทึบหรือในโพรงดิน ต่อมกลิ่นอยู่ที่รอบๆตูด ใกล้โคนหาง จะขัดถูของเหลวจากต่อมนี้กับต้นไม้ เพื่อแสดงอาณาเขตและก็สื่อสารระหว่างกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงฤดูสืบพันธุ์กลิ่นดังที่ได้กล่าวผ่านมาแล้วจะแรงมากมาย เป็นสัตว์ค่อนข้างจะขวยเขิน  มักวิ่งหลบซ่อนมากยิ่งกว่าจะต่อสู้กับศัตรูชะมดแผงหางข้อโตเต็มกำลังเมื่อมีอายุราว  ๒  ปี ผสมพันธุ์ได้ตลอดทั้งปี ท้องนาน  ๖๐-๗๒  วัน คลอดลูกทีละ  ๒-๔  ตัว มีอายุถึงราว  ๑๐  ปี กินสัตว์เล็กๆอย่างเช่น หนู งู  นก แมลงรวมทั้งไข่แมลง ผลไม้รวมทั้งหน่อไม้ลางจำพวกเป็นอาหารพบในประเทศประเทศอินเดีย เมียนมาร์ จีนตอนใต้ ลาว  เวียดนาม กัมพูชา รวมทั้งทุกภาคของไทย โดยเฉพาะภาคใต้
๒.ชะมดแผงสันหางดำ
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า  Viverra  magaspila Blyth (ชื่อพ้อง Viverra  civettina  Blyth)
มีชื่อสามัญว่า  large – spotted  civet
เป็นชะมดขนาดใหญ่   ขนาดวัดจากปลายจมูกถึงโคนหางยาว  ๗๒-๘๕ เซนติเมตร หางยาว  ๓๐-๓๗ ซม. น้ำหนักตัว  ๘-๙  กก. พื้นตัวสีเนื้อผสมเทา มีจุดดำขนาดใหญ่ที่ข้างลำตัว สีข้าง รวมทั้งต้นขา ขาอีกทั้งสี่ดำ มีขนเป็นสันสีดำจากคอถึงหาง ปลายหางสีดำ จากกึ่งกลางหางถึงโคนหางมีปล้องสีดำ  ๔-๕  บ้อง หน้าค่อนข้างยาว ตีนสีน้ำตาลแก่   หางสั้น ขายาว ต่อมกลิ่นอยู่ที่รอบๆตูด ใกล้โคนหาง จะเช็ดของเหลวจากต่อมนี้ถึงต้นไม้ เพื่อแสดงอาณาเขตรวมทั้งสื่อสารระหว่างกัน โดยยิ่งไปกว่านั้นในฤดูผสมพันธุ์ กลิ่นดังที่กล่าวมาแล้วจะแรงมาก ชะมดแผงสันหางดำถูกใจอาศัยอยู่รอบๆป่าทึบรกๆออกหากินตัวเดียว ชอบออกหากินเวลาค่ำคืน กลางวันนอนหลบซ่อนรอบๆตามป่าทึบหรือตามทุ่งที่มีต้นไม้ขึ้นเกลื่อนกลาดๆการขยายพันธุ์และของกินหาเลี้ยงชีพที่เหมือนชะมดแผงหางข้อ พบในประเทศไทย ประเทศพม่า ลาว  เวียดนาม เขมรรวมทั้งในทุกภาคของไทย

หน้า: [1] 2