แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Messages - ณเดช2499

หน้า: [1] 2
1

ขายส่งกวาวเครือขาว ถั่วแดง มีชื่อท้องถิ่นอื่นๆว่า ถั่วแดงหลวง ถั่วทุ่งนา บ้านนา ถั่วนาเต็มกำ เป็นต้นที่มาที่ไปของถั่วแ542ดง เsdmu,.io/o;/มื่อครั้งที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเสด็จเที่ยวไป,i.,l;/บนภูเขาเ;'มื่อปีกวาวเครือขาวราคาถูก พ.ศ.2':'512 ท่io/o/tyn893umydbsbtgyานขายส่งกวาวเครือขาวเเคปซูลnmym83,iu,ดูเห็ui.,ioนการปลู.io.io.กฝิ่นของคนภูเขาขายส่งกวาวเครือขาวเเคปซูล ก็เลยมีรั,บสั่งให้หาพืชมาปลูกตอบแทน โ;l/l;/ดยม.จ.ภีศเดชะ รัศนี ซึ่งตามเสด็ui.dnumจไปมอบงานได้เสนอว่าuuควรให้ชาวเขา83ทดสอบปลูก Red kidney beanกวาวเครือขาวราคาถูกภายหลังจากนั้นพระบ/l;าทสมเด็sedm,563จพระเจ้าอยู่653หัวได้ทรงพระราชu,.,ทา.,ioนชนิดถั่วแดงที่สั่งซื้อมาจากแคลิฟอร์เนียเพื่อชาวดอยได้ปลูก แล้วก็83ปรากฏว่าได้ผdfrndnmju,ลดีขายส่งกวาวเครือขาวเเคปซูลมากมาย ซึ่งแรกเริ่มแล้วถั่วแดงนั้นยังไม่ชื่อเรียกอย่างเป็นทาgmhjงการในภาษาไทย รวมทั้งมีผู้เสนอให้.l;ตั้งชื่อว่า “ถั่วไตแ/53.l;/ดง” ด้วยเหตุว่าf,mkiu,ioมีลักษณะเหมือนไต แต่ก็มีผู้คัดค้านว่าถ้าห.k.ากตั้งชื่ออย่างนี้คนได้ยินบางjhy,jทีก็อาจจะไม่ซื้อdsmn ถั่+9วประเภทกวาวเครือขาวราคาถูกนี้ไปกิio.นแน่ รวมทั้งio.ได้มีการเสนอให้ตั้งชื่อว่า “ถั่วแดง” เนื่องจาkl/l;/l;กว่าเป็นถั่วที่มีสีแดง และมีผู้โต้เถี.ik/l;/ยงว่าถั่วแดง จะแดงเ.klฉยๆไม่ได้ ในที่สุดก็คิดขึ้นได้ว่า เมklล็ดถั่lk.kวประเภทนี้มันl.มี.,kl.kl.ขนาดใหญ่ ซึ่งคำว่าใหญ่นั้นทางด้านเหนือจะเรีkl.กว่า “หลวง” เลยได้ผลสรุปkl.ว่าควรที่จะใช้ชื่อว่า “ถั่วแดงหลวง” เนื่องจากkl.lk;ว่ายังมีความหมายอี356กอย่างก็คือ ในหล.,วงพระราชทานชนิดมาขายส่งกวาวเครือขาวเเคปซูล ก็เลยใช้ชื่อนี้เป็นชื่อเรียกอ.fg,kl.ย่างเป็น56ทางการ แต่สำหรับในตอ356g.kl.khนนี้เรา3653ชอบเรียกกันสั้นๆว่า “ถั่วแดงคุณประโยช.klน์53ของถั่วแดงหลวง ถั่วแด.sntmงจัดเป็นอาหารเพื่อคนที่รักสุข/l;ภาพอย่างหนึ่ง โดยโปรตีนที่ได้/l;;ากถั่วแดง353นั้นมีคุณค่าทางอาหารเทียบเท่356าขายส่งกวาวเครือขาวเเคปซูลกับเนื้อสัตว์อย่างยิ่งจริงๆ แถมยังไjม่ไม่ดีต่อสุขภาพอี/l;กด้วยการรับประทานถั่วแดงกวาวเครือขาวราคาถูกนอกจากจะให้พลังง356านแmก่ร่างกายที่สูงแ,ล้ว ยังมีผลให้รู้สึกอิ่มท้องได้นานอีกด้วยถั่วแดงมีสารต้านอนุมูลอิสระ ช่ว;'ยเพิ่มประสิทธิภาพ;l/ของระบบภู6มิต้านทานภายในร่างกายกวาวเครือขาวราคาถูก และก็ช่วยป้องกันโรคร้ายต่างๆได้snjถั่วแดงเป็นแหล่งของกินtgmyum,,kที่ดีของธาตุเหล็ก ที่ช่วยบำรุงเลือดกวาวเครือขาวราคาถูก4 ช่วยทำใo/ห้สภาพเลือดภายในร่างกาย3 และธาตุเหล็กยังช่วยทุ?ppoเลาอากาrnรขายส่งกวาวเครือขาวเเคปซูลหมดแ532รงกวาวเครือขาวราคาถูก ไม่ค่อยมีแรง สมองไม่ค่อยดี คิดอะไรไม่ค่อยออกไfy,ด้ ฯลฯการกินถั่วแดงเสมอๆขายส่งกวาวเครือขาวเเคปซูลหัวใจจำพวกมีอาการใจสั่น และช่วยลดi.o.ความเสี่ยง452จากโรคหัวใจได้เป็นอย่างดี

Tags : ขายส่งกวาวเครือขาว,ขายส่งกวาวเครือขาวเเคปซูล

2

สมุนไพรพญายอ
ชื่อสมุนไพร พญายอ
ชื่อวิทยาศาสตร์ Clinacanthus nutans (Burm.f.) Lindau
ชื่อวงศ์ ACANTHACEAE
ชื่อพ้อง Clinacanthus burmanni  Nees
ชื่ออังกฤษ ไม่มี
ชื่อเขตแดนผักมันไก่  ผักลิ้นเขียด  พญาปล้องคำ  พญาปล้องดำ พญายอ  โพะโซ่จาง  เสลดพังพอนตัวเมีย


ลักษณะทางวิชาพฤกษศาสตร์


          ไม้พุ่มรอเลื้อย ลำต้นแล้วก็กิ่งหมดจดวาว สูงได้ถึง 3 เมตร ใบผู้เดียวออกเรียงตรงกันข้าม รูปขอบขนานหรือขอบขนานปนใบหอก กว้าง 2-3 เซนติเมตร ยาว 7-9 เซนติเมตร โคนใบมน ปลายใบแหลม ก้านใบยาว 0.5 เซ็นติเมตร ดอกเป็นช่อ ออกเป็นกระจุกที่ปลายยอด กลีบสีส้มแดงเชื่อมติดกันเป็นหลอดยาว ปลายแยกเป็น 2 ปาก ยาว 3-4 ซม. ไม่ติดฝัก


ส่วนที่ใช้เป็นยาและก็คุณประโยชน์


-ส่วนใบ รักษาอาการเนื่องมาจากแมลงกัดต่อยรวมทั้งโรคเริม


สารสำคัญที่ออกฤทธิ์


สารฟลาโวนอยด์ มีฤทธิ์ลดการอักเสบ สารกลุ่ม monoglycosyl diglycerides ตัวอย่างเช่น 1,2-O-dilinolenoyl-3-O-b-d-glucopyranosyl-sn-glycerol และสารกรุ๊ป glycoglycerolipids จากใบ  มีฤทธิ์ยับยั้งไวรัสเริม


ฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา


ฤทธิ์ลดการอักเสบ
       เมื่อป้อนสารสกัดจากใบด้วยเอ็นบิวทานอลให้หนูแรท  หรือฉีดสารสกัดด้วยน้ำจากใบเข้าท้องของหนูแรท  จะลดการอักเสบของข้อเท้าหนูแรทที่ทำให้บวมด้วยสารคาราจีแนน (carrageenan) ได้   ตำรับยาที่มีพญายอร้อยละ 5  ใน cold cream แล้วก็สารสกัดด้วยเอทานอลจากใบ เมื่อนำมาทาเฉพาะที่ให้หนูแรท จะสามารถลดการอักเสบเรื้อรังได้  แต่ว่าเมื่อใช้สารสกัดด้วยนเอ็นบิวทานอลทาที่ผิวหนังจะไม่เป็นผล
ฤทธิ์ลดอาการปวด
                 เมื่อให้หนูเม้าส์รับประทานสารสกัดด้วยเอ็นบิวทานอลจากใบ จะลดความเจ็บปวดของหนูที่ถูกรั้งนำให้ปวดด้วยกรดอะซีว่ากล่าวค  ขึ้นรถสกัดความแรง 90 มก./โล จะมีฤทธิ์ใกล้เคียงกับเฟนนิวบิวทาโซนขนาด 100 มก./กก. (5)  ส่วนสารสกัดด้วยคลอโรฟอร์ม (2)  สารสกัดด้วยน้ำ แล้วก็สารสกัดด้วยเอทานอล 50% จากใบ (3) ไม่มีผลลดความเจ็บ

ฤทธิ์ต่อต้านเชื้อไวรัส
ไวรัสเริม
       พญายอสารสกัดด้วยเฮกเซน บิวทานอล และก็เอทิลอะซิเตทจากใบ มีฤทธิ์ต้านเชื้อไวรัสเชื้อเริม HSV-1  และเมื่อนำไปทำเป็นตำรับเจลโดยใช้สารสกัดด้วยแอลกอฮอล์ที่ความเข้มข้นจำนวนร้อยละ 4 และก็ใช้ carbopol 940 เป็นสารก่อเจล  พบว่า มีฤทธิ์ต่อต้านเชื้อไวรัสก้าวหน้าและไม่เป็นพิษต่อเซลล์  ตอนที่เมื่อใช้สารก่อเจล poloxamer 407 จะมีพิษต่อเซลล์
                 จากรายงานการรักษาคนป่วยโรคเริมที่อวัยวะสืบพันธุ์ประเภทเป็นซ้ำด้วยยาจากสารสกัดพญายอ เปรียบเทียบกับยา acyclovir  แล้วก็ยาหลอก  โดยให้คนไข้ทายาวันละ 4 ครั้ง ตรงเวลา 6 วัน พบว่าไม่ได้แตกต่างในระยะเวลาการตกสะเก็ดของแผลคนไข้ที่ใช้ยาจากสารสกัดใบพญายอแล้วก็ยา acyclovir   โดยแผลจะตกสะเก็ดข้างใน 3 วัน รวมทั้งหายสนิทข้างใน 7 วัน ซึ่งผิดแผกแตกต่างกับยาหลอกอย่างมีนัยสำคัญ ยาที่สกัดจากใบพญายอไม่ทำให้เกิดการอักเสบ ระคายเคือง ในขณะที่ acyclovir ทำให้แสบ   นอกเหนือจากนี้มีการใช้ยาที่ทำมาจากพญายอ ในคนเจ็บโรคเริม งูสวัด แล้วก็แผลอักเสบในปาก พบว่าสามารถรักษาแผลแล้วก็ลดการอักเสบเจริญ   
ไวรัส Varicella zoster
                 สารสกัดจากใบพญายอออกฤทธิ์ทำลายเชื้อไวรัส Varicella zoster ที่เป็นต้นเหตุโรคงูสวัดและอีสุกอีใสได้โดยตรงก่อนที่ไวรัสจะเข้าสู่เซลล์
จากรายงานการรักษาผู้ป่วยโรคงูสวัดด้วยยาจากสารสกัดใบพญายอเปรียบเทียบกับยาหลอก  โดยให้ทายาวันละ 5 ครั้ง ตรงเวลา 7-14 วัน จวบจนกระทั่งแผลจะหาย  พบว่าผู้เจ็บป่วยที่รักษาด้วยสารสกัดจากใบพญายอ แล้วมีแผลตกสะเก็ดด้านใน 3 วัน และหายข้างใน 7-10 วัน จะมีมากไม่น้อยเลยทีเดียวกว่ากรุ๊ปสุดที่รักษาด้วยยาหลอกอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ระดับความเจ็บปวดลดน้อยลงเร็วกว่ากรุ๊ปยาหลอก และไม่เจอผลกระทบใดๆ


อาการใกล้กัน


ความเป็นพิษทั่วๆไปและก็ต่อระบบสืบพันธุ์


การทดสอบความเป็นพิษ
เมื่อป้อนสารสกัดด้วยเอ็นบิวทานอลจากใบให้หนูเม้าส์ พบว่ามีพิษน้อย แต่ว่าเป็นพิษปานกลางเมื่อฉีดเข้าท้อง  ส่วนสารสกัดด้วยเอทานอลขนาด 1.3 กรัม/กก. (หรือเท่ากันใบแห้ง 5.44 กรัม/โล) เมื่อป้อนเข้าทางปากหรือฉีดเข้าท้องหนูเม้าส์ ไม่นำมาซึ่งอาการพิษใดๆ
การเล่าเรียนพิษ
พญายอครึ่งเรื้อรัง พบว่าเมื่อป้อนหนูแรทด้วยสารสกัดเอ็นบิวทานอลจากใบขนาด 270 มิลลิกรัม/โล แล้วก็ 540 มก./กิโลกรัม ทุกๆวัน นาน 6 สัปดาห์ พบว่าไม่มีผลต่อการเจริญเติบโต แต่ว่าน้ำหนักต่อมธัยมัสลดลง ในขณะน้ำหนักตับมากขึ้น ไม่เจอความผิดแปลกต่ออวัยวะอื่น และไม่เจออาการไม่ปรารถนาใดๆ หนูแรทที่กินสารสกัดด้วยเอทานอลขนาด 1 กรัม/กิโล ทุกเมื่อเชื่อวันนาน 90 วัน พบว่าการกินของกินของกลุ่มที่ได้รับสารสกัดแล้วก็กรุ๊ปควบคุมไม่มีความแตกต่างกัน แต่น้ำหนักของหนูเพศผู้ที่ได้สารสกัดขนาด 1.0 กรัม/โล น้อยกว่าพญายอกลุ่มควบคุม  เกร็ดเลือดของหนูแรททั้งสองเพศสูงขึ้นยิ่งกว่า และก็ครีอาว่ากล่าวนินต่ำลงยิ่งกว่ากลุ่มควบคุม  แต่ไม่พบความเปลี่ยนไปจากปกติด้านจุลพยาธิวิทยาของอวัยวะภายใน และพยาธิสภาพภายนอกhttp://www.disthai.com/

3

พญายอ
พญายอเป็นไม้พุ่งแกมเลื้อย เถาและใบมีสีเขียวใบไม้ไม่มีหนาม ใบยาวเรียวปลายแหลม ออกตรงข้ามเป็นคู่ ดอกออกเป็นช่อ อยู่ที่ปลายกิ่ง แต่ละช่อมี 3-6 ดอก กลีบดอกเป็นดอกปลายแยกสีแดงอมส้ม
พญายอขึ้นได้งามในดินที่สมบูรณ์ แสงแดดปานกลาง พบได้ทั่วไปตามป่าในประเทศไทย หรือปลูกกันตามบ้าน ปลูกโดยใช้ลำต้นปักชำ เป็นต้นไม้ที่ปลูกง่าย ตัดกิ่งออกมาซัก 2-3 คืบ ปักขำให้รากออกมาดีแล้วก็ย้ายไปปลูกในแปลง ดูแลรักษาเหมือน พืชไม้ทั่วไป
ใบ เป็นยา ให้เก็บขนาดกลางที่สมบูรณ์ ไม่แก่หรือไม่อ่อนจนเกินไป ใบของพญายอสามารถลดอาการักเสบของหูได้ดี โดยเฉพาะส่วนที่สกัดด้วยสารละลาย “บิวทานอล” วงศ์สถิต ฉั่วกุล และคณะได้ศึกษาพบว่าสารสำคัญตัวหนึ่งเป็น “เฟลโวนนอยต์” ส่วนด้านที่มีการต้านพิษงูยังไม่ชัดเจน แต่ปลอดภัยพอที่จะใช้
ใบพญายอรักษาอาการอักเสบเฉพาะที่ (ปวด, บวม, แดง ร้อนแต่ไม่มีไข้) จากแมลงที่มีพิษกัดต่อย เช่น ตะขาบ แมงป่อง ผึ้ง ต่อ แตน รักษาโดยการเอาใบสดจากพญายอนี้มาสัก 10-15 ใบ (มากน้อยตามบริเวณที่เป็น) ล้างให้สะอาด ใส่ลงในครกตำยา ตำให้ละเอียด เติมแอลกอฮอล์พอชุ่มยา ตั้งทิ้งไว้ 1 สัปดาห์ หมั่นคนยาทุกวัน กรองน้ำยา ใช้น้ำ และกากทาบบริเวณที่เจ็บปวดบวม หรือที่ถูกแมลงสัตว์กัดต่อย
ข้อมูลจากงานวิจัยระบุว่า สารสกัดจากใบพญายอ สามารถฆ่าเชื้อไวรัสที่ก่อให้เกิดโรคอีสุกอีใส งูสวัด (varicella zoster virus) ทั้งภายในและภายนอกเซลล์ คือ ยับยั้งไวรัสโดยตรง และยับยั้งการเพิ่มจำนสวนของไวรัส
ผู้ป่วยโรคเริมบริเวณอวัยยะสืบพันธุ์ที่ติดเชื้อครั้งแรกและติดเชื้อซ้ำ เมื่อรักษาโดยทาแผลของผู้ป่วยด้วยครีมพญายอ (5%) เปรียบเทียบกับยามาตรฐาน acyclovir พบว่า แผลของผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาด้วยยาจากสารสกัดใบพญายอและ acyclovir จะตกสะเก็ดภายในวันที่ 3 และหายภายในวันที่ 7 แสดงว่าครีมพญายอและครีม acyclovir มีประสิทธิภาพในการรักษาผู้ป่วยโรคเริมบริเวณอวัยวะสืบพันธุ์ให้หายได้เร็วพอกัน แต่ครีมพญายอ ไม่ทำให้เกิดอาการแสบระคายเคือง ในขณะที่ครีมทำให้แสบและราคาแพง
ผู้ป่วยโรคงูสวัด เมื่อรักษาโดยทาแผลด้วยครีมพญายอ (5%) วันละ 5 ครั้งทุกวัน ปรากฎว่าแผลจะตกสะเก็ดภายใน 1-3 วัน และหายภายใน 7-10 วัน พบว่าผู้ป่วยจะหายเร็วกว่าการใช้ยาชนิดอื่น และไม่พบอาการข้างเคียงใดๆ จากการใช้สารสกัดใบพญายอ
เห็นได้ชัดว่า สมุนไพรไทย พญายอ มีสรรพคุณมากมาย อย่างไรก็ตาม เพื่อป้องกันอันตรายจากการใช้สมุนไพร คุณผู้อื่นต้องศึกษาให้ละเอียด
ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์
รากของพญาปล้องทอง ประกอบด้วยสาร Lupeol, B-Sitosterol, Stigmasterol และมีการทดลองพบว่าสารสกัดด้วยสารละลายบิวทานอล (butanol) จากใบของพญาปล้องทอง มีสารประกอบฟลาโวนอยด์ (Flavonoid) สามารถระงับอาการอักเสบได้ กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ จึงได้มีการผลิต ครีมพญายอ ขึ้นเพื่อนำมารักษาผู้ป่วยโรคงูสวัดได้ ทำให้แผลตกสะเก็ดหายเร็ว ลดอาการปวดได้ดี และไม่พบผลข้างเคียงใดๆ จากการใช้ครีมพญายอ จึงไม่ทำให้เกิดอาการแสบระคายเคือง มีการนำมาออกจำหน่ายในระดับอุตสาหกรรม

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
เป็นไม้พุ่มรอเลื้อย สูง 1-3 เมตร มีลำต้นและกิ่งก้านสีเขียวเข้ม ใบเป็นใบเลี้ยงเดี่ยวออกเรียงตรงข้ามกัน รูปรีแคบขอบขนานกว้าง 1-3 ซม. ยาว 4-12 ซม. ดอกช่อ ออกเป็นกระจุกที่ปลายกิ่ง กลีบดอกสีแดงส้ม มีเกสรตัวผู้และเกสรตัวเมียยาวโผล่พ้นหลอดออกมา ปลายแยกเป็น 2 ปาก ผลเป็นผลแห้ง ไม่ค่อยออกดอก ส่วนมากขึ้นตามป่า หรือปลูกกันตามบ้าน ดังนั้นการขยายพันธุ์จึงทำได้โดยการปักชำหรือ การแยกเหง้าแขนงไปปลูก
วิธีการปลูก
การปลูกพญายอ ส่วนใหญ่ใช้กิ่งปักชำโดยเลือกกิ่งที่สมบูรณ์ปราศจากโรค ไม่แก่ หรือไม่อ่อนเกินไป ตัดกิ่งพันธุ์ให้มีความยาว 6-8 นิ้ว และมีตาบนกิ่งประมาณ 1-3 ตา ให้มีใบเหลืออยู่ที่ปลายยอด ประมาณ 1/3 ของกิ่ง ทาปูนแดงบริเวณรอยตัดของต้นตอ และกิ่งพันธุ์เพื่อป้องกันเชื้อรา ปักชำลงในถุงที่มีวัสดุปักชำเป็นดินร่วนปนทราย จะช่วยให้อัตราการออกรากของกิ่งชำสูง คุณภาพของรากดี และสะดวกในการขุดย้ายต้นไปปลูก โดยปักชำกิ่งลงในวัสดุปลูกลึกประมาณ 3 นิ้ว เอียง 45 องศา รดน้ำให้ชุ่มและรักษาความชื้นให้เพียงพอ โดยกิ่งชำไม่ควรถูกแสงแดดโดยตรง และควรดูแลความชื้นในอากาศ กิ่งปักชำจะออกรากภายใน 3-4 สัปดาห์ เมื่อกิ่งชำที่มีอายุ 3-4 สัปดาห์ ที่ชำไว้ในแปลงชำหรือในถุงชำ โดยใช้ช้อนขุดหรือเสียมแซะกิ่งชำลงปลูกในหลุมปลูกที่เตรียมไว้ 1 ต้นต่อหลุม กลบดิน และกดดินที่โคนให้แน่น รดน้ำหลังจากปลูกทันที
การเก็บ เก็บใบขนาดกลาง ไม่แก่หรืออ่อนจนเกินไป การเก็บเกี่ยวให้ใช้วิธีการตัดต้นเหนือระดับผิวดินประมาณ 10 ซม. หลังจากเก็บเกี่ยวแล้ว ต้นตอเดิมยังงอกแตกแขนงเติบโตได้อีก และสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตต่อไปได้
การดูแลรักษา ควรให้น้ำในระยะ 1-2 เดือนแรก ควรรดน้ำทุกวัน ถ้าแดดจัดควรรดน้ำเช้า-เย็น เมื่ออายุ 2 เดือนขึ้นไปแล้วอาจให้น้ำวันเว้นวัน ในฤดูฝนถ้ามีฝนตกอาจจะไม่ต้องให้น้ำ สามารถเจริญเติบโตได้ดีในดินอุดมสมบูรณ์ ชอบดินร่วนปนทรายระบายน้ำดี ไม่ชอบดินลูกรังหรือดินเหนียว ชอบอากาศร้อนชื้น ขึ้นได้ดีทั้งที่มีแดดและที่ร่ม
ลักษณะใบพญาปล้องทอง
ส่วนที่นำมาใช้ ใช้ได้ทั้งใบ และราก
ใบ

  • นำมารักษาอาการอักเสบ ถอนพิษ รักษาแผลร้อนในในปาก เริม งูสวัด ให้ใช้ใบสด 10-20 ใบ นำมาตำผสมกับเหล้าหรือ น้ำมะนาว คั้นเอาน้ำดื่มหรือเอาน้ำทาแผลและเอากากพอกแผล
  • นำมาทาบริเวณที่แมลงสัตว์กัดต่อยเป็นผื่นคัน ให้ใช้ใบสด 5-10 ใบ ตำขยี้ทาบริเวณที่เป็นแผลที่แพ้ จะยุบหายได้ผลดี
  • นำมาแก้แผลน้ำร้อนลวก ให้ใช้ใบตำเคี่ยวกับน้ำมะพร้าวหรือน้ำมันงา เอากากพอกแผลที่ถูกน้ำร้อนลวกหรือไฟไหม้ แผลจะแห้ง หรือ นำใบมาตำให้ละเอียดผสมกับสุรา มีสรรพคุณดับพิษร้อนได้ดี


รากพญายอ
ปรุงเป็นยาขับปัสสาวะ ขับระดู แก้ปวดเมื่อยบั้นเอว
http://www.disthai.com/

4

ขิง
ข้อดีของสรรพคุณขิง
25 คุณประโยชน์ดีๆของ’’ประโยชน์สำหรับการรักษาโรค
1.ขิงสดช่วยลดความเจ็บตามข้อ ลดอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ
2.ขิงมีสรรพคุณช่วยสมานแผล ฆ่าเชื้อโรคในแผลได้
3.ขิงช่วยให้สบายท้อง ขับลม แก้ท้องผูก
4.ขิงเป็นสมุนไพรที่ช่วยฆ่าเชื้อโรคแบคทีเรียในร่างกาย ช่วยขับเสลด ทำให้หายใจสบาย
5.ขิงช่วยแก้อาการหน้ามืด หน้ามืด อ้วก เมารถ เมาเรือ
6.ขิงช่วยเผาผลาญไขมัน รวมทั้งเป็นยาระบายอ่อนๆจึงแป็นสาเหตุที่ทำให้ขิงช่วยลดหุ่น ลดไขมัน ลดคอเลสเตอรอลได้
7.ขิงช่วยทำนุบำรุงหัวใจ เหมาะสมกับผู้ป่วยโรคหัวใจ
8.ขิงช่วยแก้โรคผื่นคัน แก้แพ้เกสรดอกไม้ และอาหารทะเลได้
9.คุณประโยชน์ที่ได้รับมาจากเนื้อขิงสดๆทำมาทาแก้ผื่นคัน แก้แมลงกัดต่อยได้
10.ขิงช่วยทำนุบำรุงสายตา คุ้มครองป้องกันโรคตาแดง อาการน้ำในตามาก ตาฝ้าฟาง
11.ขิงเป็นสมุนไพรขจัดกลิ่น ช่วยลดกลิ่นตัว
12.ขิงมีคุณประโยชน์แก้ฟันเหลือง ฟันพุ โดยนำขิงสดมาตำให้แหลก คั้นเอาน้ำผสมกับเกลือ น้ำอุ่น คนจะกว่าจะเข้ากัน เอามาอม กลัวปากเป็นประจำ แล้วลองสังเกตว่าลักษณะของการปวดจะค่อยๆน้อยลง
13.มีสรรพคุณลดกลิ่นปากได้ โดยนำขิงสดมาตำให้แหลก คั้นเอาน้ำผสมกับเกลือ น้ำอุ่น คนจะกว่าจะเข้ากัน เอามาอม กลั้วปากบ่อยๆ ช่วย จัดการกับแบคทีเรียในปาก ลดปัญหากลิ่นปากได้อย่างดี
14.ขิงช่วยทุเลาลักษณะของการปวดไมเกรนได้ โดยให้ดื่มน้ำขิงบ่อยๆ แล้วลองสังเกตว่าลักษณะของการปวดจะค่อยๆต่ำลง
15.ขิงบรรเทาโรคประสาทอาการของโรคประสาท การกินน้ำขิงจะช่วยลดความขุ่นมันของหัวใจ
16.ขิงช่วยการไหลเวียนของนมมารดาให้ดีขึ้น ควรจะเป็นเครื่องดื่มสมุนไพรสำหรับเพศหญิงให้นมลูกอย่างดีเยี่ยม
17.ขิงช่วยบำบัดผู้ติดสิ่งเสพติดได้ โดยสรรพคุณของขิงมีส่วนช่วยลดความอยากเสพสารเสพติด
18.ประโยชน์ซึ่งมาจากขิงช่วยต้านทานโรคมะเร็ง จากการศึกษาเรียนรู้พบว่าสาระสำคัญในขิงช่วยต้านการเติบโตของเซลล์ของโรคมะเร็งได้อย่างดีเยี่ยม
19.ขิงช่วยควมคุมความดันเลือดได้ สำหรับคนที่มีปัญหาความดันสูง รวมทั้ง ความดันต่อ ควรฝานขิงสดมาต้มกับน้า ดื่มเสมอๆ จะช่วยควบคุมความดันให้เป็นปกติ
20.สรรพคุณของขิงช่วยผ่อมคลาย ช่วยทำให้นอนหลับสบาย จึงเหมาะสมเป็นอาหารสำหรับผู้ที่มีปัญหานอนไม่หลับ
21.ขิงช่วยทำนุบำรุงผิวพรรณ โดยช่วยทำให้ผิวเรียบเนียนเพิ่มขึ้น กำจัดเซลลูไลท์
22.ใบเละดอกของขิงช่วยแก้อาการขัดปัสสาวะ คุ้มครองป้องกันโรคนิ่วได้
23.ขิงช่วยรักษาอาการมือ เท้าเย็นได้ เนื่องด้วยขิงมีฤทธิ์ร้อน ก็เลยช่วยปรับให้สมดุลในร่างกายได้
24.เหง้าขิงช่วยคุ้มครองปกป้องการเกิดแผลในกระด้วยเหตุว่าอาหารได้
25.ขิงช่วยแก้อึกได้โดยตำขิงสดให้แหลกคั้นเอาน้ำแล้วผสมกับน้ำผึ้ง น้ำอุ่น คนจะกว่าจะเข้ากันดื่มแก้สะอึกได้
การดัดแปลงทางคลินิก
1.บรรรเทาอาการเจียนรุนแรงใช้ขิงสดพอกที่จุดฝังเข็มไก่กวน(เหนือข้อมือใน 2 ชุ่น)ทิ้งไว้ราวๆครึ่งชั่วโมงถึง  ชั่วโมงอาการจะดีขึ้น
2.ทุเลาอาการแผลในกระเพาะอาหารรวมทั้งลำไส้เล็กส่วนต้น ต้มขิงสดที่ตำอย่างละเอียดกับน้ำ 300 มิลลิลิตร นาน 30 นาที กินวันละ 3 เวลา เป็นเวลา 2 วัน ในผู้เจ็บป่วยที่เป็นโรคกระเพาะ แล้วก็ลำไส้เล็กส่วนต้น พบว่าอาการปวดกระเพราะว่าน้อยลงหรือหายไป ความรู้สึกแสบท้องเวลาหิวดียิ่งขึ้น มากท้องผูก หรืออึสีดำ (แปลว่ามีเลือดออก)ธรรมดา ความอยากของกินดีขึ้น (พบว่าผู้เจ็บป่วยพวกนั้นจำนวนมากกลับกลายซ้ำได้อีก ซึ้งอาจจำต้องรักษาต่อเนื่อง หรือควบคุมปัจจัยอื่นๆร่วมด้วยจึงจะรักษาหายสนิทได้)
3.รักษาโรคบิด ใช้ขิงสด 75 กรัม น้ำตาลแดงตำเข้าด้วยกัน แบ่งกินเป็น 3 มื้อต่อตำหรับ
4.คุ้มครองปกป้องรักษาอาการเมารถ เมารือ
-ใช้ขิงสดเป็นแผ่นปิดที่จุดไน่กวน(เหนือข้อมือภายใน 2 ชุ่น(ใช้เหริยญ เงินขนาดเหมาะสมปิดทับแล้วก็ใช้ปลาสเตอร์หรือยางยืดรัดไว้
-ใช้ขิงสด 25 กรัม ตำละเอียด คั้นเอาเฉพาะน้ำมันดื่ม (ไม่ต้องกินน้ำตาม)
5.รักษาฉี่รดที่นอนในคนไข้ที่มีภาวะหยางพร่อง มีความเย็นในร่างกายเป็นเหตุ
ให้ใช้ขิง 30 กรัม(ตำ)ยาบริวารนพนาฟู่จื่อ 6 กรัม ปู่กู่จื้อ 12 กรัม บดคลุกจะกว่าจะเข้ากันฟอกในแอ่งสะดือ ใช้ผ้าผ้าก๊อซสะอาดปิดทับแล้วใช้ปลาสเตอร์ปิดให้แน่น
6.รักษาคอไส้อุดกั้นจากพยาธิตัวกลม
ใช้ ขิง [/b]สด 120 กรัม ตำละเอียด คั้นเอาน้ำขิงผสมกับน้ำผึ้ง 120 กรัม กินครั้งเดียว หรือเบาๆรับประทานหมดภายในครึ่งชั่วโมง การทดลองในผู้เจ็บป่วย 64 คน พบว่าสามารถลดอุดกันของลำใส้ร้ยละ 96.8 ฤทธิ์สำหรับการขับพยาธิปริมาณร้อยละ 61.3
7.เป็นหวัดตัวร้อนป่วยเนื่องไข้เนื่อง จากกระทบความเย็น เช่น โดนฝน โดนลม ทำให้หนาว จับไข้ต่ำ ให้หั่นขิงฝอย 30 กรัม

ชงกับน้ำตาลทรายแดง หรืออาจใส่หัวหอมทุบ 3-4 (ช่วยกระจายลม)ดื่มขณะร้อนๆแล้วคลุมผ้าให้เหงือออก
8.ฟื้นฟูร่างกายภายหลังคลอดบุตร นิยมให้หญิงหลังคลอดบุตร นิยมให้หญิงข้างหลังคลอดกินไก่ผัดขิง โดยเฉพาะไก่ดำเพศผู้จะยิ่งมีหยางมากยิ่งกว่าไก่ตัวเมีย
ร่างกายของหญิงข้างหลังคลอดจะเสียพลังหยางและก็เลือด มีน้ำภายในร่างกายหลงเหลืออยู่มากการกินไก่ผัดขิงจะเสริมเลือดหยางช่วยให้การย่อยดูดซับของกิน มีการขับระบายของเสียน้ำตกค้าง น้ำคาวปลาได้ดีขึ้นทำให้ร่างกายกลับสู่ภาวการณ์ปกติเร็วขึ้น
ข้อควรตรึกตรองสำหรับเพื่อการทานขิง
-อาจจะทำให้เกิดภาวะแทรซ้อนในการมีครรภ์ได้
มีบางการศึกษาพบว่าขิงมีความเชื่อมโยงกับภาวะแทรกซ้อนสำหรับการตั้งครรภ์ และการแท้ง แต่ว่าสำหรับการตั้งครรภ์รายอื่นๆนั้นๆไม่พบการรับประทานขิงจะมีผลให้กำเนิดอาการเหล่านั้นขึ้น แถมยังช่วยลดอาการอ้วกจากการแพ้ท้องได้อีกด้วย ด้วยเหตุดังกล่าวคุณควรจะไปปรึกษาหมอก่อ่นจะที่ใช้ขิงในการรักษาอาการแพ้ท้องด้วยตัวเอง
-ทำให้มีการเกิดแผลร้อนในข้างในปากได้
ขิงเป็นสมุนไพรที่มีฤทธิ์ร้อน ถ้าหารกินเข้าไปในจำนวนที่มากก็จะสามารถเยื่อบุข้างในช่องปากเกิดการอักเสบกระทั่งเป็นอาการร้อนในได้ ด้วยเหตุนี้ไม่สมควรรับประทานขุงมากจนเกินไป
-ยั้งการแข็งตัวของเลือด
การศึกษาเล่าเรียนหนึ่งในหนึ่งในออสเตรเลียพบว่า ขิงนั้นมีสรรพคุณสำหรับเพื่อการต้านการแข็งตัวของเลือดมากกว่ายาแอสไพริน สถานที่บันสุขภาพของออสเลียได้ออกคำเตือนเตือนให้งดเว้นการกินขิงในขณะใช้ยาละลายลิ่มเลือดเนื่องจากจะก่อให้เกิดความเสี่ยงสำหรับในการกำเนิดอาการห้อเลือดหรืออาการเลือดหรืออาการเลือดออกได้ เพราะฉะนั้นหากว่าคุณมีอากเลือดออกเลือดออกแตกต่างจากปกติหรือหรือกำลังใข้ยาละลายลิ่มเลือด ควรหลีก แกงเลียงการกินขิง
เมื่อทราบแบบงี้แล้ว หวังคนไม่ใช่น้อยที่กำลังคิดจะใช้ขิงช่วยบรรเทาลักษณะของโรคต่างๆก็น่าจะต้องระมัดระวังตัวเยอะขึ้นเรื่อยๆ
เนื่องจากว่าบางทีถ้าเกิดราใช้ ขิงสำหรับการรักษาโรคหนึ่งแม้กระนั้นก็บางทีอาจช่วยกระตุ้นให้อีกโรคนั้นอาการเกิดขึ้นอีกได้ โดยเหตุนั้นน่าจะรับประทานขิงให้รอบคอบ แม้กระนั้นถ้ายังไม่แน่ใจล่ะก็ ควรจะขอคำปรึกษาจากหมอก่อนเสมอ

Tags : สมุนไพรขิง

5

ถั่งเช่า
ถั่งเช่าถือเป็นสมุนไพรลำดับแรกๆของโลกช่วงปัจจุบัน ด้วยสรรพคุณจำนวนมากที่ได้จากถั่งเช่า ก็เลยทำให้ไม่ว่าใครก็ต่างสรรเสริญให้ ถั่งเช่านั้นเป็นสมุนไพรที่เหมาะสมที่สุด คราวก่อนถ้าหากเอ๋ยถึง ถั่งเช่าคงจะมีไม่ค่อยมีชื่อสักเท่าไหร่ โดยยิ่งไปกว่านั้นคนไทยอย่างเราๆแต่ลองถามเดี๋ยวนี้สิจะมีคนไหนบ้างที่ไม่รู้จักยอดเยี่ยมสมุนไพรชนิดนี้ ด้วยเหตุว่าในขณะนี้ถั่งเช่านั้นเป็นที่นิยมเป็นอย่างยิ่ง และแพร่หลายด้วยสรรพคุณจำนวนมากเป็นต้นว่า ช่วยทำนุบำรุงร่ากาย บำรุงเกี่ยวกับฟุตบาทหายใจรวมไปถึงยังสามารถช่วยเพิ่มสามารถทางเพศได้อีกด้วย มิหนำซ้าผู้คนเยอะแยะยังมั่นใจว่าเจ้าตัว ถั่งเช่านั้นสามารถรักษาโรคมะเร็งเจริญอีกด้วย
เพราะอะไร....ทานถั่งเช่าแล้วบางเจ้าไม่เห็นผล
เพราะเหตุใดถั่งเช่าถึงแพง
เนื่องจากว่าสมุนไพรถั่งเช่านั้นเป็นที่ชื่นชอบมากมายในขณะนี้ทำให้ราคาของสมุนไพรจำพวกนี้สูงมากมายอย่างน้อยเกรดปกติก็ตกอยู่ที่กิโลละ 2-3 แสนบาท แต่ถ้าเกิดเป็นแบบอย่างดีราคาแพงสุดอยู่ที่2-3 ล้านบาทเลยทีเดียว ปัจจัยที่ทำให้ราคาของ ถั่งเช่าแพงได้ขนาดนี้ก็เพราะว่าถั่งเช่าไม่ได้หากันง่ายๆมีเฉพาะบางพื้นที่แค่นั้น แตกต่างจากสมุนไพรประเภทอื่นๆที่สามารถหากันง่ายดายกว่านี้ ถั่งเช่าจะหาได้จากพื้นที่สูงเข้าถึงยาก รวมทั้งมีสภาพภูมิอากาศที่คนธรรมดาทั่วไปไม่อาจจะเข้าไปหาถึงได้ง่ายๆจำต้องให้คนทื้นที่เป็นผู้เข้าไปหาในป่าแค่นั้น ทั้งถั่งเช่ายังมีคุณประโยชน์ยังมีคุณประโยชน์ต่างๆอีกเพียบเลย อีกทั้งช่วยรักษโรคภัยไข้เจ็บต่างๆได้อย่างดีเยี่ยม ไม่ว่าจะเป็นโรคเกี่ยวกับทางเดินหายใจ โรคภูมิแพ้ หรือช่วยทำนุบำรุงของกินลดน้าตาลในเลือด เป็นต้น แถมยังช่วยชะลอความแก่ แล้วก็ช่วยเพิ่มสมรรถทางเพศ ก้าวหน้าอีกด้วย ด้วยเหตุผลที่กล่าวมานั้นจึงเป็นสาเหตุที่ทำให้ถั่งเช่าราคาแพงแพง แม้กระนั้นในตอนนี้มีโรงงานในไทยสามารถเพาะถั่งเช่าได้ โดยไม่ต้องเดินไปเก็บตามเทือกเขาทำให้ราคาต้นทุนถั่งเช่าลดลดลงไปๆมาๆกกว่าคราวก่อน สามารถควบคุมจำนวนสาระสำคัญได้เป็นเพาะในสภาพควบคุม และยังตัดปัญหาสารโลหะหนักเจือปนที่ไม่สามารถควบคุมได้ในธรรมชาติได้อีกด้วย
คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัย ได้ศึกษาวิจัยสรรพคุณของถั่งเช่า ด้วยกัน มีการทดสอบกับหนูทดลองรวมทั้งกลุ่มผูรับการทดสอบตัวอย่าง จึงทำให้เราสามารถบอกได้ว่าถั่งเช่ามีสรรพคุณดีจริงจากที่คนโดยมากหล่าวอ้าง
-ถั่งเช่า ช่วยลด และก็รักษาสมดุลของน้ำตาลในเลือด
-ช่วยลด และก็รักษาความสมดูลของระดับคอเลสเตอรอลในเลือด
-ช่วยแก้อาการเหนื่อยล้าเมื่อยล้าของร่างกายช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันต่างๆรวมทั้งช่วยบำรุงรักษาให้กระปรี้กกระไม่ด้วย
-แก้ภูมิแพ้ อาการหอบหืด ไซนัสอักเสบ หรือภูมิคุ้มกันอ่อน
-ช่วยคุ้มครองการยึดรอบๆด้านในเส้นเลือดของไขมันสารเลว(LDL)
-ช่วยทำนุบำรุงแล้วก็ช่วยทำให้มีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้นของลักษณะการทำงานของตับและไต

มองอย่างไรอันไหนถั่งเช่าเลียนแบบ
สำหรับสมุนไพรถั่งเช่าประเทศทิเบตซึ่งเป็นถั่งเช่าที่มีราคาแพง จึงมีการทำปลอมกันเยอะ เอาเข้าจริงเป็นเรื่องยากมากมายๆที่จะมองออกต้องมองหลายแบบ แต่แนวทางคร่าวๆก็จะเป็นไปตามนี้
1.ท่อนหัวของ ถั่งเช่านั้นจะต้องเป็นแท่งทรงกลมเป็นเงาคล้ายๆทรงกระบอก
2.เนื่องจากว่า ถั่งเช่าเคยเป็นหนอนมาก่อน ของจริงต้องเป็นหยักๆเรียงกันสวยสดงดงามเสมือนตัวหนอน
3.ถั่งเช่า ราคาจะต้องผิดจนเกินความจำเป็น ถ้าหากมีผู้ใดกันเสนอขาย ถั่งเช่าให้พวกเราราคาถูกสันนิฐานไว้ก่อนเลยว่าปลอม
แต่ว่าหากว่าเป็นถั่งเช่าในแคปซูลพวกเราก็จำต้องดูว่าได้รับการยืนยันจากหน่วยงานราชการอย่างถูกต้องหรือเปล่า เนื่องจากว่าถ้าเป็นของแท้จะมี ถ้าเกิดไม่มีแปลว่ามีโอการเป็นของสมุนไพรปลอมสูงมาก หรือเปล่าไม่มีอันตราย
แนวทางทานถั่งเช่าให้ได้ประโยชน์สูงสุด
การที่จะทานถั่งเช่าให้ได้ประโยชนสูงสุดนั้นพวกเราก็จำเป็นต้องเลือกทานตามแบบของถั่งเช่าเป็นหลัก โดยที่มีหลักๆอยู่ 2 แบบก็คือ แบบธรรมชาติ รวมทั้งแบบ แคปซูล
1.ถั่งเช่าอันไหนจริง อันไหนปลอม...]ถั่งเช่า[/url]แบบธรรมชาติ-ผู้คนจำนวนไม่ใช้น้อยนิยมถั่งเช่าแบบธรรมชาติด้วยการเคี้ยว ซึ้งถือว่าเป็นการเปลืองที่ไม่ค่อยถูกวิธีเท่าไร เพราะคุณลักษณะในตัวถั่งเช่านั้น จะทำงานได้ดิบได้ดีเมื่อถูกความร้อนโดยเหตุนี้ควรจะกินแบบที่โนความร้อนดียิ่งกว่าโดยแนวทางที่ออกจะได้ประสิทธิภาพที่ดีที่สุดก็คือการนำถั่งเช่าราว 2-3 ตัว ไปแช่ลงไปภายในน้ำร้อน ทิ้งไว้ซัก 5 นาทีแล้วจึงนำน้ำมาดื่มกระทั่งน้ำหมด หลังจากนั้นให้เพิ่มน้ำร้อน ได้อีก 2 ครั้ง ร่างกายก็จะได้สารคอร์ไดเซปินไปอย่างสมบูรณ์
2.ถั่งเช่าแบบแคปซูล- ตัวสมุนไพรถั่งเช่าแบบแคปซูลเวลาทานจะดูสิ่งที่มีความต้องการเป็นหลักว่า ต้องการทานเพื่อสุขภาพ หรือระบุที่โรคอะไร และทานตามจำนวนที่สมควร อย่างถ้าเกิดพวกเราอยากทารเพื่อสุขภาพ ให้ทาน ตอนเช้า-เย็น อย่างละ 1 แคปซูล ย้ำโรคภูมิแพ้และก็อื่นๆทาน ยามเช้า เย็น อย่างละ 2 แคปซูลเวลาทานจะทานหลังจากนั้นของกินหรือท้องว่างก็ได้ โดยไม่ต้องกลัวว่าจะเกิดอันตรายหรือกัดกระเพาะ

6

น้ำมันระกำ (Methyl Salicylate)
น้ำมันระกำเป็นอย่างไร  น้ำมันระกำ เมทิลซาลิไซเลต (Methyl salicylate หรือ Wintergreen oil หรือ Oil of wintergreen) เป็นสารอินทรีย์ในธรรมชาติเจอได้จากพืชหลากหลายประเภทโดยเฉพาะอย่างยิ่งพืชในกลุ่มวินเทอร์กรีน (Wintergreen) รวมถึงพืชอีกหลายแบบที่ผลิต เมทิลซาลิไซเลต ในจำนวนบางส่วน อย่างเช่น

  • สปีชี่ส่วนใหญ่ของวงศ์ Pyrolaceae โดยยิ่งไปกว่านั้นในสกุล Pyrola
  • บางสปีชี่ของสกุล Gaultheria ในตระกูล Ericaceae
  • บางสปีชี่ของสกุล Betula ในสกุล Betulaceae โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสกุลย่อย Betulenta


แม้กระนั้นในปัจจุบันนักวิทยาศาสตร์ สามารถสังเคราะห์สารเมทิลซาลิไซเลตแบบที่พบในน้ำมันระกำได้ด้วยเหมือนกัน และถูกประยุกต์ใช้ในอุตสาหกรรมผลิตน้ำหอม ของกิน เครื่องดื่ม และยาในบ้านเรา น้ำมันระกำมักถูกเอามาเป็นส่วนประกอบของ ครีม ขี้ผึ้ง น้ำมันทาถูนวด สำหรับลดลักษณะของการปวดของกล้ามเนื้อและก็ปวดข้อ ซึ่งสารเมทิลซาลิไซเลตในน้ำมันระกำมักใช้ได้ผลดีกับอาการปวดประเภททันควันไม่รุนแรง แต่ว่าอาการปวดชนิดเรื้อรังจะเห็นผลน้อย
สูตรเคมีและสูตรองค์ประกอบ น้ำมันระกำ (Methyl Salicylate) เป็นสารอินทรีย์ในสูตรส่วนประกอบมีกลุ่ม เอสเทอร์ (Esters) วงแหวนเบนซินซึ่งสามารถดูดกลืนรังสีอุลตร้าไวโอเลตได้ เป็นส่วนประกอบหลักและมีชื่อทางเคมีตาม IUPACเป็นmetyl 2-hydroxybenzoate มีสูตรเคมี C6H4(HD)COOCH3 มีน้ำหนักโมเลกุล 152.1494g/mal มีจุดหลอมเหลวที่ -9 องศาเซลเซียส (ºC) จุดเดือดอยู่ที่ 220-224 องศาเซลเซียส  (ºC) สามารถติดไฟได้ และสามารถละลายได้ดิบได้ดีในแอลกอฮอลล์ กรดอะสิว่ากล่าวก อีเทอร์ ส่วนในน้ำละลายได้เล็กน้อย
 
 
 
 
                สูตรส่วนประกอบทางเคมีของเมทิลซาลิไซเลท
                           ที่มา : Wikipedia                                   ที่มา : Brahmachari (2009)                                                 
 
 
ที่มาที่ไป/แหล่งที่เจอ น้ำมันระกำ หรือ เมทิลซาลิไซเลต ในอดีตกาลนั้นสามารถสกัดได้จากธรรมชาติเพียงอย่างเดียว แม้กระนั้นในขณะนี้ เมื่อวงการวิทยาศาสตร์ล้ำหน้าขึ้น นักวิทยาศาสตร์จึงสามารถสังเคราะห์ขึ้นมาได้ ซึ่งสามารถแยกสาเหตุของน้ำมันระกำได้เป็น

  • ได้มากจากธรรมชาติ จะได้มาจากการกลั่นใบของต้นไม้ประเภทหนึ่งที่มี ชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Gaultheria procumbens Linn. ชื่ออังกฤษ wintergreen, Checkerberry, Teaberry Tree, อยู่ในวงศ์ ERICAEAE ลักษณะ เป็นไม้พุ่มเล็กๆแผ่ไปตามดิน ยอดจะยกขึ้นสูงโดยประมาณ10-15 เซนติเมตร มีอายุเกิน 1 ปี ใบ คนเดียวออกสลับกัน ใบสีเขียวแก่ รูปไข่ ยาว 1-2 เซนติเมตร ใบมีกลิ่นหอมสดชื่นหวานรสฝาด ดอก สีขาวเป็นรูประฆัง ยาว 5 มม. ออกที่ข้อข้างๆใบ ผล เป็น capsule สีม่วง มีส่วนของกลีบรองกสีบดอก สีแดงสดติดอยู่ ซึ่งในใบจะมีสาร methyl Salicylate อยู่ถึง 99% เลยทีเดียว โดยพืชประเภทนี้เป็นพืชท้องถิ่นของทวีปอเมริกาเหนือแล้วก็
  • ได้มาจากการสังเคราะห์สารเคมี โดยการสร้าง น้ำมันระกำทางด้านวิทยาศาสตร์ได้จากการสังเคราะห์สารมีชื่อทางเคมีว่า Salicylyl acetate เป็นอนุพันธ์เอสคุณร์ ของ Salicylic acid และก็ methyl salicylate โดยใช้ปฏิกิริยาคอนเดนเซซั่น ของกรดซาลิไซลิก กับ เมทานอล โดยการทำให้กรดซัลฟิวริกผ่าน esterification กรด Salicylic จะละลายในเมทานอลเพิ่มกรดกำมะถันและความร้อน เวลาสำหรับการทำปฏิกิริยาคือ 3 ชั่วโมง ที่อุณหภูมิ 90-100 ℃ เมื่อปล่อยให้เย็นถึง 30 ℃ แล้วใช้น้ำมันล้างด้วยสารละลายโซเดียมคาร์บอเนตที่มีค่า pH 8 ข้างบนแล้วล้างด้วยน้ำ 1 ครั้ง น้ำ. ส่วนผู้กระทำลั่นด้วยเครื่องสุญญากาศ 95-110 ℃ (1.33-2.0kPa) กลั่นให้ได้เมทิลซาลิไซเลต 80% หรือปริมาณเมทิลเซลิเซียลในอุตสาหกรรมทั่วๆไปพอๆกับ 99.5%
ประโยชน์และสรรพคุณ
ผลดีและคุณประโยชน์ของน้ำมันระกำ (Methyl Salicylate)เป็นใช้เป็นยาหยุดปวดชนิดใช้เฉพาะที่สำหรับทุเลาอาการปวดต่างๆที่ไม่ร้ายแรง ดังเช่นว่า ปวดข้อ ปวดกล้ามเนื้อจากสภาวะตึงหรือกลยุทธ์ ข้อต่ออักเสบ ช้ำ หรือปวดหลัง ฯลฯ โดยยานี้จะช่วยทำให้คนไข้รู้สึกเย็นรอบๆผิวหนังในตอนแรก จากนั้นจะค่อยๆอุ่นขึ้น ซึ่งช่วยเบี่ยงเบนความสนใจจากการรู้สึกถึงอาการปวด นอกเหนือจากนี้ ยังบางทีอาจใช้รักษาโรคอื่นๆตามดุลยพินิจของหมอด้วย  น้ำมันระกำมีกลไกการออกฤทธิ์ โดยตัวยาจะเป็นตัวกระตุ้นปลายประสาทที่รับความรู้สึกถึงความร้อน - อบอุ่น ทำให้ร่างกายเกิดการสนองตอบถึงการบรรเทาลักษณะของการปวดลดน้อยลง จึงทำให้มีความรู้สึกถึงฤทธิ์การดูแลและรักษาตามคุณประโยชน์ ในการศึกษาวิจัยฤทธิ์ทางเภสัชยังพบอีกว่าน้ำมันระกำสามารถปรับแต่ง ต้านการปวดบวมรวมทั้งอักเสบ แถมมีฤทธิ์เป็นยาชาแบบอ่อนๆแล้วก็มี pH เป็นกรด ออกจะแรง และก็มีโมเลกุลแบบ BHA ด้วย มีฤทธิ์เป็นยาปฏิชีวนะแบบอ่อนๆทำให้ทำลายแบคทีเรียที่ผิวหน้าได้มักใช้ในอุตสาหกรรมผลิตยา แอสไพริน ซาลิโซเลต และก็ยาฆ่าเชื้อ
                นอกเหนือจากนี้ยังใช้เมทิลซาลีไซเลตในอุตสาหกรรมอื่นๆอีกตัวอย่างเช่น เป็นส่วนผสมในสินค้าต่างๆเช่น ยาสีฟัน แป้งฝุ่น ยาหม่อง อุตสาหกรรมย้อม น้ำหอม เป็นต้น
การศึกษาทางเภสัชวิทยา รายงานทางเภสัชวิทยาของน้ำมันระกำนั้นไม่ค่อยรายงานมากมาย ผู้เขียนสามารถรวบรวมมาได้เพียงแค่เล็กๆน้อยๆเท่านั้น ดังเช่นว่า กรดซาลิไซลิก มีฤทธิ์ในการต้านทานเชื้อแบคทีเรีย เชื้อรา เชื้อไวรัส ต้านทานสะเก็ดเงิน โดยสมุนไพรที่เจอกรดซาลิไซลิก จะมักพบในพืชสกุล Salix ดังเช่น สนุ่น willow ยิ่งกว่านั้นยังเจอในต้น wintergreen (Gaultheria procumbens) ที่เอามาทำน้ำมันระกำเป็นต้น และการใช้น้ำมันระกำ(เมทิลซาลิไซเลต)ทาร่วมกับการกินยาต่อต้านการแข็งตัวของเลือดอาทิเช่น Warfarin, Dicumarol สามารถทำให้เลือดออกตามร่างกายได้ง่ายขึ้น ด้วยเหตุนั้นถ้าเกิดแจ้งให้แพทย์รู้ก่อนใช้ยา หมอจะปรับขนาดรับประทานของ Warfarin รวมทั้ง Dicumarol ให้เหมาะสมกับคนป่วยเป็นกรณีๆไป

การศึกษาทางพิษวิทยา
มีรายงานการศึกษาเล่าเรียนความเป็นพิษทันควันในน้ำมันระกำ (Methyl Salicylate) โดยให้ทางปากแก่หนูทดลอง พบว่าค่า LD50=1110 มก./น้ำหนักตัว (กิโล) แล้วก็เมื่อฉีดเข้ากล้ามเนื้อหนูทดลองพบว่า ค่า LD50=887 มิลลิกรัม/น้ำหนักตัว (กก.) สารเมทิลซาลิไซเลตหรือน้ำมันระกำบริสุทธิ์จัดเป็นสารเคมีที่มีพิษ ร่างกายมนุษย์ไม่ควรได้รับเมทิลซาลิไซเลต เกิน 101 มิลลิกรัม/น้ำหนักตัว 1 กิโล ในปี คริสต์ศักราช 2007 (พ.ศ. 2550) มีรายงานของนักกีฬาที่วิ่งผ่านประเทศเสียชีวิตเหตุเพราะร่างกายของเขามีการซึมซับเมทิลซาลิไซเลตมากจนเกินไปด้วยการใช้ยาใช้ภายนอก แก้ปวด ด้วยเหตุนั้นจึงควรทำความเข้าใจกับผู้ซื้อ/ผู้ป่วย โดยยิ่งไปกว่านั้นการใช้ยาใช้ภายนอกเมทิลซาลิไซเลตกับเด็กเล็กซึ่งจะมีความเสี่ยงสูงขึ้นมากยิ่งกว่าผู้ป่วยในกรุ๊ปอื่นๆซึ่งก่อนที่จะมีการเลือกใช้เภสัชภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของยานี้จึงควรขอความเห็นแพทย์หรือเภสัชกรก่อนจะมีการใช้ยาทุกครั้ง
ขนาด/จำนวนที่ควรใช้ น้ำมันระกำตามตลาดในบ้านพวกเราส่วนมากนั้นชอบมองเห็นเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆที่มีส่วนผสมของน้ำมันระกำ หรือ เป็นส่วนประกอบของยาถูนวดที่ใช้ทาข้างนอกเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งก็มีกฏเกณฑ์ขององค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่าร่างกายมนุษย์ไม่ควรได้รับเมทิลยาลิไซเลตเกิน 101 มก./น้ำหนักตัว (กิโล) โดยถ้าใช้เป็นยาทาก็อาจจะใช้ทาได้ในรอบๆที่ปวดวันละ 3-4 ครั้ง ก็คงจะเพียงพอแล้ว
ข้อเสนอแนะ/ข้อควรพิจารณา

  • เพราะน้ำมันระกำมีฤทธิ์คล้ายแอสไพรินโดยเหตุนั้นจำเป็นต้องแจ้งให้หมอรู้ก่อนใช้ยาถ้ามีประวัติแพ้ยาหรือส่วนประกอบของยาจำพวกนี้ แพ้ยาแอสไพรินหรือยาในกลุ่มซาลิไซเลต แล้วก็ยาประเภทอื่น อาหาร หรือสารใดๆ
  • คนที่อยู่ในตอนให้นมลูกควรหลีกเลี่ยงการใช้ทาบริเวณเต้านม
  • ห้ามให้เด็กอายุต่ำยิ่งกว่า 12 ปี ใช้โดยมิได้ปรึกษาแพทย์
  • ห้ามป้ายยานี้ในบริเวณที่เป็นแผลเปิด แผลไหม้
  • ถ้าหากป้ายยานี้แล้วมีลักษณะแสบร้อนจัดขึ้นให้ล้างออกด้วยน้ำสบู่แล้วถูเบาๆเพื่อทำความสะ อาดกำจัดยาออกไป
  • ห้ามทายานี้บริเวณ ตา อวัยวะสืบพันธุ์ ช่องปาก เพราะว่ายาจะก่อให้เกิดอาการระคายเคืองอย่างยิ่งต่อเนื้อเยื่อเหล่านั้น
  • หลีกเลี่ยงการใช้เพื่อสูด เพราะว่าบางทีอาจก่อการระคายเยื่อเมือกบุทางเท้าหายใจได้
  • ถ้าเกิดใช้ยาชนิดครีม เจล โลชั่น ออยล์ ขี้ผึ้ง หรือสเปรย์ ให้ทาบางๆในรอบๆที่มีลักษณะอาการปวด แล้วก็นวดเบาๆให้ยาซึมเข้าสู่ผิวหนัง
  • การใช้ยารูปแบบน้ำหรือแท่ง ให้ทายาบริเวณที่มีลักษณะอาการปวด แล้วนวดช้าๆกระทั่งยาซึมลงผิวหนัง
  • การใช้ยาชนิดแผ่นแปะ ให้ลอกแผ่นฟิล์มถ่ายรูปออก แล้วแปะบริเวณที่มีลักษณะปวดให้แนบสนิทไปกับผิวหนัง โดยใช้วันละ 1-2 ครั้ง ตามอยาก
ส่วนผลกระทบจากการใช้น้ำมันระกำ Methyl Salicylate
อาจจะส่งผลให้เกิดผลข้างๆ เป็นต้นว่า ผิวระคาย แสบ แดง มีลักษณะชา รู้สึกเจ็บปวดคล้ายเข็มทิ่มตามผิวหนัง เกิดภาวะภูมิไวเกิน ฯลฯ
อย่างไรก็แล้วแต่ ถ้าพบผลกระทบรุนแรงจากการใช้น้ำมันระกำ (Methyl Salicylate) ดังนี้ ควรหยุดใช้ยารวมทั้งไปพบหมอทันที อย่างเช่น

  • มีลักษณะอาการแพ้ยา เป็นต้นว่า เป็นลมเป็นแล้งพิษ หายใจไม่สะดวก หน้าบวม ริมฝีปากบวม ลิ้นบวม คอบวม ฯลฯ
  • มีลักษณะแสบอย่างรุนแรง เจ็บ บวม หรือพุพองในรอบๆที่ใช้ยา ถ้าหากเจออาการดังที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้นให้รีบล้างยาออกก่อนและก็ไปพบแพทย์โดยทันที
เอกสารอ้างอิง

  • สำนักงานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล.สอบถามเกี่ยวกับสมุนไพร.กระดานถาม-ตอบ
  • Brahmachari, G. 2009. Natural products: chemistry, biochemistry and pharmacology. Alpha Science International Ltd, Oxford. http://www.disthai.com/
  • ต้นน้ำมันระกำมีประโยชน์อย่างไร.ไทยเกษตรศาสตร์.(ออนไลน์)เข้าถึงได้จาก
  • Methyt Salicylate (เมทิลซาสิไซเลต)-รายละเอียดของยา.พบแพทย์ดอทคอม(ออนไลน์)เข้าถึงได้จาก
  • เมทิลซาสิไซเลต.วิกิพีเดียสารานุกรมเสรี(ออนไลน์)เข้าถึงได้จาก
  • Yü-Liang Chou 1952. Floral morphology of three species of Gaultheria: Contributions from the Hull Botanical Laboratory. Botanical Gazette 114:198–221 First page free
  • Gibbons, Euell. "Stalking the Healthful Herbs." New York: David McKay Company. 1966. pg. 92.



Tags : น้ำมันระกำ

7

สมุนไพรประคำไก่
ประคำไก่ Drypetes roxburghill Wall.
ชื่อพ้อง Putranjiva robxburghii Wall.
บางถิ่นเรียกว่า ลูกประคำไก่ มะคำไก่ มะคำดำไก่ (กึ่งกลาง) มะองนก (เหนือ) มักค้อ (ขอนแก่น).
        ไม้ต้น สูง 10-15 มัธยม ตามยอดอ่อนมีขน. ใบ ลำพัง เรียงสลับกัน แขวนลง รูปรี หรือ รีปนขอบขนาน โคนใบเบี้ยว ขอบใบหยักตื้นๆปลายใบแหลม หรือ มน สีเขียวเข้มเป็นเงา กว้าง  2.5-4 เซนติเมตร ยาว 5-10.5 เซนติเมตร เส้นใบเล็กละเอียด สานกันเป็นร่างแห ข้างบนเห็นได้ชัดกว่าด้านล่าง ก้านมีเส้นผ่านศูนย์กลาง 1-1.5 มิลลิเมตร ยาว 3-5 มม. ดอก ดอกเพศผู้ แล้วก็ สมุนไพร  ดอกเพศเมียอยู่ต่างต้นกัน. ดอกเพศผู้ ออกเป็นช่อ เป็นกระจุกตามง่ามใบ ดอกเล็กๆสีขาวนวล ก้านดอกสั้น กลีบรองกลีบมี 3-6 หยัก เกสรผู้มี 2-4 อัน ก้านเกสรชิดกันเล็กน้อย. ดอกเพศภรรยา ออกลำพังๆหรือ เป็นคู่ กลบรองกลีบดอกเสมือนดอกเพศผู้ รังไข่รูปไข่ มีขนปกคลุม ภายในมี 2-3 ช่อง ท่อรังไข่มี 3 อัน สั้น แล้วก็กางออก ปลายเกสรคล้ายพระจันทร์เสี้ยว. ผล รูปไข หรือ กลม กว้างประมาณ 1 เซนติเมตร ยาวราว 1.5 ซม. มีขนละเอียดปกคลุม เปลือกแข็ง มีรอยย่นน้อย.

นิเวศน์วิทยา
: ขึ้นตามป่าราบธรรมดา.
คุณประโยชน์ : ต้น ทั้งต้นใช้เข้าเครื่องยา เป็นยาเย็น มีกลิ่นหอมสดชื่น ขับฉี่ ระบาย และกระตุ้นความรู้สึกทางเพศ ใบ ผล แล้วก็เม็ด รับประทานเป็นยาลดไข้ และแก้หวัด  เมล็ด ให้น้ำมันใช้จุดตะเกียงได้

8

หวัด (Common cold)
โรคหวัด คืออะไร โรคไข้หวัด หรือไข้หวัด ในที่นี้ คือ โรคไข้หวัดธรรมดา (Common cold) ไม่ใช่โรคไข้หวัดใหญ่ หรือ ฟลู (Influenza หรือ Flu)   โรคหวัด เป็น โรคที่เกิดจากการตำหนิดเชื้อไวรัสบริเวณทางเดินหายใจส่วนต้น ได้แก่ จมูก คอ ไซนัส รวมทั้งกล่องเสียง โดยเชื้อที่ทำให้เกิดหวัดมักเป็นเชื้อไวรัสประเภทไม่ร้ายแรง และสามารถหายได้ด้านใน 1-2 อาทิตย์ โรคหวัดเป็นโรคติดเชื้อยอดฮิตมักพบมากมาย ทั้งยังในคนแก่และเด็ก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็กในปฐมวัย ซึ่งพบบ่อยเป็นหวัดได้บ่อยครั้งถึงปีละ 6-8 ครั้ง เพราะเด็กมีภูมิคุ้มกันต้านทานโรคน้อยกว่าผู้ใหญ่ ก็เลยมีโอกาสเป็นหวัดได้บ่อยมากกว่าคนแก่มาก รวมทั้งโรคหวัดยังเป็นโรคเกิดได้ตลอดปี แต่พบบ่อยในฤดูฝนและก็หน้าหนาว โรคไข้หวัดถือได้ว่าเป็นโรคที่เป็นแล้วสามารถหายเองได้ โดยไม่จำเป็นจำเป็นต้องใช้ยาอะไรพิเศษ ซึ่งยาที่ต้องมีเพียงแต่พาราเซตามอล ที่ใช้สำหรับลดไข้ แก้ปวด เฉพาะเมื่อเป็นไข้สูงหรือปวดศีรษะ
ข้อบกพร่องในตอนนี้เป็น มีการใช้ยาปฏิชีวนะเกินจำเป็นอย่างมากเกินไป ซึ่งไม่ได้ผลดี เหตุเพราะมิได้มีส่วนฆ่าเชื้อเชื้อไวรัสหวัดที่เป็นต้นเหตุยังอาจจะทำให้กำเนิดปัญหาเชื้อดื้อยาง่าย แพ้ยาง่าย รวมทั้งทำให้ร่างกายอ่อนแอตามมาได้  ฉะนั้น ควรต้องเรียนรู้วิธีในการดูแลไข้หวัดด้วยตัวเองและก็ไม่เป็นอันตราย
ต้นเหตุของหวัด สาเหตุส่วนใหญ่ของการเป็นโรคหวัดมีเหตุที่เกิดจากร่างกายได้รับเชื้อไวรัสก่อโรค ร่วมกับสภาวะที่ภูมิคุ้มกันของร่างกายน้อยลง ดังเช่นว่า เครียด พักน้อยเกินไป ส่วนเชื้อที่เป็นต้นเหตุ : มีสาเหตุจาก “เชื้อโรคหวัด” ที่มีอยู่มากยิ่งกว่า 200 จำพวกจากกลุ่มไวรัสปริมาณ 8 กรุ๊ปด้วยกัน โดยกรุ๊ปไวรัสที่สำคัญ เช่น กรุ๊ปเชื้อไวรัสไรโน (Rhinovirus) ซึ่งมีมากกว่า 100 ประเภท พบได้ทั่วไปที่สุดประมาณ 30-50% นอกเหนือจากนี้ก็มีกลุ่มเชื้อไวรัสวัวโรนา (Coronavirus) ที่เจอได้ราวๆ 10-15%,แล้วก็กลุ่มเชื้อไวรัสอะดีโน (Adenovirus) ฯลฯ
                ซึ่งการเกิดโรคขึ้นแต่ละครั้งจะเป็นผลมาจากเชื้อไวรัสหวัดเพียงแค่ชนิดเดียว เมื่อเป็นแล้วร่างกายก็จะมีภูมิคุ้มกันต่อเชื้อไวรัสหวัดประเภทนั้น สำหรับในการไม่สบายหวัดครั้งใหม่ก็จะมีต้นเหตุมาจากเชื้อไวรัสหวัดชนิดใหม่ที่ร่างกายยังไม่เคยติดเข้ามา หมุนวนเช่นนี้ไปเรื่อยๆเพราะฉะนั้น มนุษย์เราจึงเจ็บป่วยหวัดได้หลายครั้ง เด็กตัวเล็กๆที่ยังไม่ค่อยได้ติดเชื้อโรคหวัดมาก่อน ก็บางทีอาจจับไข้หวัดซ้ำๆซากๆได้ และก็บางทีอาจเป็นไข้หวัดได้หลายครั้งถึงเดือนละ 1-2 ครั้ง หรือทุกอาทิตย์
ลักษณะโรคหวัด โดยธรรมดามักมีลักษณะอาการไม่ร้ายแรง จับไข้ไม่สูง ปวดเหมื่อยตามเนื้อตามตัวเป็นช่วงๆปวดหนักหัวนิดหน่อย อ่อนแรงน้อย อาจมีอาการคอแห้ง แสบคอหรือเจ็บคอบางส่วนเอามาก่อน ต่อมาจะมีน้ำมูกไหลใสๆคัดจมูก ไอแห้งๆหรือไอมีเสมหะบางส่วน ลักษณะใสหรือขาวๆคนป่วยโดยมาก เดินเหิน ดำเนินงานได้ แล้วก็จะรับประทานอาหารได้ ในเด็กตัวเล็กๆ อาจมีไข้สูงเฉียบพลัน ตัวร้อนเป็นช่วงเวลาไข้ขึ้นบางทีอาจซึมน้อย เวลาไข้ลง (ตัวเย็น) ก็จะวิ่งเล่นหรือเค้าหน้าแจ่มใสเหมือนเคย ต่อมาจะมีน้ำมูกใส ไอบางส่วน ในคนแก่ บางทีอาจไม่มีไข้ มีเพียงแค่อาการเจ็บคอเล็กน้อย น้ำมูกใส ไอนิดหน่อย ในเด็กทารกอาจมีอาการอาเจียน หรือท้องเสีย ร่วมด้วย อาการไข้มักเป็นอยู่นาน 48-96 ชั่วโมง (2-4 วันเต็มๆ) แล้วหลังจากนั้นก็ดีขึ้นได้เอง
                อาการน้ำมูกไหลจะเป็นมากอยู่ 2-3 วัน ส่วนอาการไอ อาจไอนานเป็นสัปดาห์ หรือบางรายอาจไอนานเป็นนานแรมเดือน ภายหลังอาการอื่นๆหายก็ดี
ในรายที่การตำหนิดเชื้อแบคทีเรียเข้าแทรก ผู้ป่วยจะมีไข้เกิน 4 วัน หรือมีน้ำมูกข้นเหลืองหรือเขียวเกิน 24 ชั่วโมง หรือไอมีเสลดสีเหลืองหรือเขียวทุกหน
ทั้งนี้อาการไข้หวัดและไข้หวัดใหญ่ จะออกจะคล้ายกัน บางทีอาจงงงวยได้ แม้กระนั้นผู้ป่วยแล้วก็ผู้ดูแลสามารถพินิจความแตกต่างได้ตามตารางนี้




อาการ


ไข้หวัดธรรมดา


ไข้หวัดใหญ่


โรคภูมแพ้




ไข้


ไข้ต่ำๆหรือไม่มี


มักมีไข้สูง อาจสูงถึง 40
องศาเซลเซียส


ไม่มีไข้




ปวดหัว


ไม่ค่อยพบ


พบได้ปกติ


ไม่พบ




ปวดเมื่อย
กล้ามเนื้อ
อ่อนเพลีย


อาจมีอาการเล็กน้อย


พบได้บ่อยและอาการรุนแรง


ไม่พบ (อาจอ่อนเพลียหากพักผ่อนน้อย)




น้ำมูกไหล คัดจมูก


พบได้บ่อย


ไม่ค่อยพบ


พบได้บ่อย




จาม


พบได้บ่อย


ไม่ค่อยพบ


พบได้บ่อย




เจ็บคอ


พบได้บ่อย


อาจพบได้บางครั้ง


อาจพบได้บางครั้ง




ไอ


พบได้บ่อย


พบได้บ่อย และมีความรุนแรงมากกว่า


อาจพบได้บางครั้ง




เจ็บหน้าอก


อาบพบได้แต่อาการไม่รุนแรง


พบได้บ่อย


ไม่ค่อยพบ(ยกเว้นเป็นโรคหอบหืด)




อาการ


ไข้หวัดธรรมดา


ไข้หวัดใหญ่


โรคภูมิแพ้




สาเหตุการเกิด


เกิดจากไวรัส
(Rhinoviruses เป็นสาเหตุหลักประมาณ 30-50%)


เกิดจากไวรัส (influenza virus type A and B)


เกิดจากสารก่อภูมิแพ้ เช่น ฝุ่น อากาศเย็น/ร้อน ละอองเกสร




การดูและการรักษา


-พักผ่อน และดื่มน้ำมากๆ
-ใช้ยาบรรเทาอากาต่างๆ เช่น ยาแก้คัดจมูก หรือยาลดไข้
-มักดีขึ้นและหายได้เองภายใน 1-2 สัปดาห์


-พักผ่อน และดื่มน้ำมากๆ
-ใช้ยาบรรเทาอาการต่างๆ เช่น ยาลดไข้พาราเซตามอบ (แต่ไม่ควรใช้ยากลุ่ม NSAIDs กรณีสงสัยไข้เลือดออกด้วย)
-หากอาการรุนแรงหรือไม่ดีขึ้นควรพบแพทย์โดยเร็ว เพื่อตรวจวินิจฉัยเพิ่มเติม และอาจต้องได้รับยาต้านไวรัสตลอดจนการรักษาให้ถูกต้อง


-หลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้นภูมิแพ้ เช่นหลีกเลี่ยงฝุ่นอากาศเย็น
-ใช้ยาบรรเทาอาการเช่นยาแก้แพ้ ยาแก้คัดจมูก
-หากรุนแรงควรพบแพทยืเพื่อพิจารณาใช้ยาสเตียรอยด์ชนิดพ่นจมูก




การป้องกัน


-หลีกเลี่ยงการสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วย
-ใส่หน้ากากอนามัย
-ไม่มีวัคซีนป้องกัน


-หลีกเลี่ยงการสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วย
-ใส่หน้ากากอนามัย
-ฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่


หลีกเลี่ยงสิ่งที่แพ้




และในขณะที่มีอาการป่วยเป็นไข้หวัด ผู้เจ็บป่วยหรือผู้ดูแล (ในเด็กเล็ก) ควรติดตามอาการอย่างใกล้ชิด และควรรีบไปพบหมอในทันทีถ้ามีอาการดังนี้
คนแก่
           ไข้สูงไปกว่า 38.5 องศาเซลเซียส ติดต่อกันเกิน 5 วันขึ้นไป
           กลับมาเป็นไข้ซ้ำภายหลังจากอาการไข้หายแล้ว
           หายใจหอบอ่อนเพลีย และก็หายใจมีเสียงหวีด
           เจ็บคออย่างหนัก ปวดศีรษะ หรือมีลักษณะอาการปวดบริเวณไซนัส
เด็ก
           จับไข้สูงขึ้นยิ่งกว่า 38 องศาเซลเซียส ในทารก-12 สัปดาห์
           มีอาการไข้สูงต่อเนื่องกันมากยิ่งกว่า 2 วัน
           อาการต่างๆของหวัดรุนแรงเยอะขึ้นเรื่อยๆ หรือรักษาแล้วอาการเกิดขึ้นอีก
           มีลักษณะปวดศีรษะ หรือไออย่างรุนแรง
           หายใจมีเสียงหวีด
           เด็กมีลักษณะอาการงอแงอย่างรุนแรง
           ง่วงงุนมากไม่ปกติ
           ความต้องการของกินน้อยลง ปฏิเสธประทานอาหาร
ปัจจัยเสี่ยงที่ก่อกำเนิดหวัด ผู้ที่มีสิ่งที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงดังนี้ มักไม่สบายหวัดได้ง่ายยิ่งกว่าคนปกติ ดังเช่น

  • อายุ เด็กที่อายุน้อยกว่า 6 ปี มีการเสี่ยงมีอาการป่วยเป็นหวัดสูง โดยยิ่งไปกว่านั้นเด็กที่จำต้องอยู่ในสถานรับเลี้ยงเด็ก หรือเนอสเซอรี่
  • ภูมิคุ้มกันอ่อนแอ ผู้ป่วยที่มีอาการป่วยเรื้อรัง หรือมีสภาวะสุขภาพที่ทำให้ระบบภูมิต้านทานอ่อนแอมีลัษณะทิศทางที่จะมีอาการป่วยเป็นหวัดได้ง่ายดายยิ่งกว่าปกติ
  • ช่วงเวลา โดยส่วนมากแล้วไม่ว่าจะเด็ก หรือผู้ใหญ่มักจะไม่สบายหวัดได้ง่ายในฤดูฝน แล้วก็หรือหน้าหนาว
  • สูบบุหรี่ คนที่ดูดบุหรี่มีลัษณะทิศทางจะมีอาการป่วยเป็นไข้หวัดได้ง่าย และแม้เป็นก็จะอาการร้ายแรงกว่าปกติอีกด้วย
  • อยู่ในที่ที่ผู้คนคนเยอะยัดเยียด สถานที่ที่มีคนคนเยอะ ทำให้มีความเสี่ยงต่อการตำหนิดเชื้อไวรัสโรคไข้หวัดได้ง่าย
  • ผู้ที่จำเป็นต้องดูแลคนป่วยโรคหวัด ซึ่งกรุ๊ปบุคคลกลุ่มนี้จะต้องสัมผัสกับสารคัดหลั่งของผู้ป่วยทั้งน้ำลาย น้ำมูก หรือละอองน้ำมูก น้ำลาย จากลมหายใจของคนไข้


แนวทางการรักษาโรคหวัด โดยทั่วไปแล้วผู้เจ็บป่วย (คนแก่) สามารถวินิจฉัยโรคหวัดเองได้ จากอาการที่แสดง แม้กระนั้นถ้าเกิดคนไข้ไปพบแพทย์ แพทย์จะวินิจฉัยโรคหวัดได้จากอาการที่แสดง เรื่องราวระบาดของโรค ฤดู แล้วก็จากการตรวจร่างกาย เป็นต้นว่า ลักษณะของการมีไข้ มีน้ำมูก เยื่อจมูกบวมและแดง คอแดงเล็กน้อย ส่วนในเด็กอาจเจอต่อมทอนซิลโต แม้กระนั้นไม่แดงมากมาย และไม่มีหนอง แม้กระนั้นในคนป่วยที่มีอาการรุนแรง ดังเช่น ไข้สูง แพทย์อาจมีการพิสูจน์เลือดซีบีซี (CBC) เพื่อแยกว่าเป็นการติดโรคไวรัสหรือติดเชื้อโรคแบคทีเรีย และก็อาจมีการตรวจสืบค้นอื่นๆเพิ่มตามดุลพินิจของแพทย์ ตัวอย่างเช่น การตรวจเลือดดูค่าเกล็ดเลือดเพื่อแยกจากโรคไข้เลือดออก เป็นต้น
         เหตุเพราะหวัดเป็นผลมาจากเชื้อไวรัส ก็เลยไม่มียาที่ใช้รักษาโดยเฉพาะอย่างยิ่ง เพียงแต่ให้การรักษาไปตามอาการแค่นั้น ซึ่งการปรับปรุงอาการที่เกิดขึ้นในพื้นฐานหมอจะจ่ายยาที่เป็น ยาสามัญประจำบ้านเพื่อทุเลาอาการก่อน เป็นต้นว่าพาราเซตามอล (paracetamol) สำหรับลดไข้ คลอเฟนนิรามีน (chlorpheniramine) สำหรับลดน้ำมูก แล้วก็จะชี้แนะให้พักผ่อนให้พอเพียง กินน้ำอุ่นเพื่อละลายเสมหะ การดื่มน้ำมากๆรวมทั้งการเช็ดตัวจะช่วยลดอุณหภูมิร่างกายได้
       โดยธรรมดายาที่ใช้เมื่อเป็นหวัดจะเป็นยาที่ใช้เพื่อรักษาตามอาการ เพราะไม่มีการใช้ยาที่ออกฤทธิ์ต่อเชื้อไวรัสก่อโรคโดยตรง และเมื่ออาการดีขึ้นและก็สามารถหยุดใช้ยาได้ ยาที่นิยมใช้ทั่วไปเมื่อเป็นหวัดมีดังนี้

  • ยาลดไข้ โดยปกติยาที่นิยมสำหรับลดไข้หมายถึงparacetamol สำหรับคนแก่ รับประทานยาขนาด 500 mg ต่อเม็ด ปริมาณ 1-2 เม็ด สามารถรับประทานซ้ำได้ทุก 4-6 ชั่วโมง ใช้ไม่เกิน 8 เม็ดต่อวัน และไม่ควรจะใช้ติดต่อกันเป็นเวลา 5 วัน ด้วยเหตุว่าได้โอกาสเกิดพิษต่อตับ สำหรับเด็กควรมีการปรับปริมาณยาตามน้ำหนักตัว เพราะฉะนั้นควรซักถามรายละเอียดอื่นๆจากแพทย์หรือเภสัชกร ยาอีกกรุ๊ปที่ได้รับความนิยมสำหรับในการใช้ลดไข้ คือ ยากลุ่มต้านทานการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (Non-Steroidal Anti Inflammatory Drugs:-NSAIDs) ได้แก่แอสไพริน (aspirin), ibuprofen ซึ่งการใช้ยาในกลุ่มข้างหลังนี้ให้ผลสำหรับเพื่อการลดไข้ได้อย่างเร็ว แต่ว่ามีข้อพึงระวังสำหรับเพื่อการใช้สำหรับลดไข้ในกรณีของโรคไข้เลือดออก แม้กระนั้นในเด็กที่แก่ต่ำยิ่งกว่า 18 ปี หน่วยงานอนามัยโลก (WHO) แนะนำว่าไม่ให้ใช้ยาแอสไพริน
  • ยาลดน้ำมูกแก้คัดจมูก


ในกรุ๊ปของยาลดน้ำมูกนั้น สามารถแบ่ง ได้เป็น 2 กลุ่ม เป็นยาแก้คัดจมูก ออกฤทธิ์โดยการหดหลอดเลือด ทำให้อาการคัดจมูกลดลง แบ่งเป็น

  • สำหรับกิน ได้แก่ phenylephrine, pseudoephedrine (pseudoephedrine ยอมรับได้จากสถานพยาบาลแค่นั้น ไม่มีจัดจำหน่ายตามร้านยา)
  • สำหรับหยดหรือพ่นรูจมูก เป็นต้นว่า oxymetazoline ซึ่งก่อนใช้จำต้องสั่งน้ำมูกออกก่อน


ยาลดน้ำมูก ออกฤทธิ์โดยการยับยั้งผลของฮีสตามีน (histamine) ซึ่งมีผลทำให้การหลั่งน้ำมูกลดน้อยลง แม้กระนั้นจะได้ผลน้อยกับอาการคัดจมูก สามารถแบ่งย่อย เป็น 2 กรุ๊ปคือ

  • ยาลดน้ำมูกกลุ่มที่นำมาซึ่งการก่อให้เกิดอาการง่วงซึม อย่างเช่น chlorpheniramine, brompheniramine, hydroxyzine, cyproheptadine ฯลฯ ยากลุ่มนี้จะลดปริมาณสารคัดหลั่งในระบบทางเท้าหายใจ อย่างเช่น น้ำมูก เสมหะ แต่จะก่อให้กำเนิดอาการง่วงซึมได้ เหตุเพราะมีฤทธิ์กดระบบประสาท อย่างไรก็แล้วแต่ ยาในกลุ่มนี้สามารถคุมอาการได้ดีมากว่าเมื่อเทียบกับยาในกลุ่มที่ไม่ทำให้ง่วงซึม ถ้าหากผู้เจ็บป่วยใช้ยาในกลุ่มนี้ควรจะหลบหลีกการขับรถแล้วก็การทำงานที่เกี่ยวโยงกับเครื่องจักร รวมทั้งบางทีอาจถือเป็นจังหวะที่ดีสำหรับการพักผ่อน
  • ยาลดน้ำมูกกลุ่มที่ไม่นำมาซึ่งอาการง่วงซึม อย่างเช่น cetirizine, loratadine, desloratadine, fexofenadine ฯลฯ ซึ่งจุดเด่นของยาในกลุ่มนี้ก็คือ ไม่ส่งผลให้เกิดอาการง่วงซึม หรืออาจมีอาการง่วงซึมได้บ้างบางส่วน ดังนั้นก็เลยนิยมใช้ยาในกลุ่มนี้ในคนป่วยโรคภูมิแพ้ด้วย
  • ยาที่ช่วยบรรเทาอาการไอ ในกลุ่มของยาบรรเทาอาการไอ ก็สามารถแบ่ง ได้เป็น 2 กลุ่มเหมือนกัน เป็น
  • ยาสำหรับอาการไอมีเสลด โดยสิ่งที่ทำให้เกิดอาการไอประเภทนี้ เนื่องมาจากมีเสลดเป็นตัวกระตุ้นทำให้เกิดการไอ ด้วยเหตุดังกล่าวต้องใช้ยารักษาที่ปัจจัยซึ่งหมายถึง การทำให้เสลดเหลวหรือขับออกได้ง่ายมากยิ่งขึ้น ยาละลายเสลด อาทิเช่น acetylcysteine, carbocysteine, bromhexine, ambroxol เป็นต้น ยาขับเสลด ยกตัวอย่างเช่น glyceryl guaiacolate (guaifenesin) เป็นต้น ซึ่งการใช้ยากลุ่มนี้อาจทำให้ผู้ป่วยมีอาการไอเยอะขึ้นในขั้นแรก เพื่อนำเสลดออกมาจากฟุตบาทหายใจ แต่ว่าภายหลังจากนั้นอาการไอจะน้อยลงเป็นลำดับ
  • ยาสำหรับอาการไอที่ไม่มีเสลด หรือ ไอแห้ง ยากลุ่มนี้ออกฤทธิ์กดระบบประสาทส่วนที่กระตุ้นแล้วส่งผลให้มีการเกิดการไอ ซึ่งการกดระบบประสาทนั้นอาจก่อให้เพศผู้ป่วยไข้ง่วงซึมได้ ถ้าหากคนป่วยใช้ยาในกลุ่มนี้จำเป็นต้องหลีกเลี่ยงการขับรถรวมทั้งการทำงานที่เกี่ยวกับเครื่องจักร ยาที่ออกฤทธิ์กดการไอตัวอย่างเช่น dextromethorphan, codeine, brown mixture เป็นต้น


ฉะนั้นก็เลยต้องหาต้นเหตุของการไอ และก็ปรับแก้ให้ตรงจุด หากคนไข้ใช้ยาแก้ไอผิดกับที่มาของอาการไอที่เป็นอยู่ ยกตัวอย่างเช่น ใช้ยากดการไอในเรื่องที่การไอเกิดขึ้นจากเสมหะ นอกจากเสมหะจะกัดกันฟุตบาทหายใจแล้ว ร่างกายก็ยังไม่สามารถที่จะขับเสลดออกโดยการไอได้อีกด้วย

  • ยาปฏิชีวนะที่นิยมใช้เบื้องต้น (ในกรณีที่พบว่ามีการติดเชื้อโรคแบคทีเรียเข้าแทรก เป็นต้นว่า มีไข้เกิน 4 วัน หรือมีน้ำมูกข้นเหลืองหรือเขียวเกิน 4 ชั่วโมง
  • ยากลุ่มแพนิซิลิน (penicillins) ดังเช่น amoxicillin ซึ่งส่วนประกอบของยาตัวนี้ทนต่อกรดในทางเดินของกิน สามารถรับประทานหลังรับประทานอาหารได้
  • ยากลุ่มแมคโครไลด์ (macrolides) อย่างเช่น erythromycin, roxithromycin เพราะว่าส่วนประกอบของยาในกลุ่มนี้โดยมากไม่ทนประมือดในทางเดินของกิน จะต้องรับประทานก่อนรับประทานอาหาร นอกจาก erythromycin estolate และก็ erythromycin ethylsuccinate ที่มีการดัดแปลงปรับปรุงแก้ไขโครงสร้างของยาแล้ว ทำให้สามารถกินหลังอาหารได้


แต่ว่าการใช้ยาปฏิชีวนะที่ไม่บ่อยนัก และไม่ครบตามจำนวนที่ระบุ นอกเหนือจากคนป่วยจะไม่หายจากอาการที่เป็นอยู่ ยังเป็นการสนับสนุนให้กำเนิดปัญหาเชื้อดื้อยา และก็บางทีอาจไม่มียาปฏิชีวนะสำหรับรักษาลักษณะของผู้ป่วยในอนาคต
การติดต่อของโรคไข้หวัด โรคไข้หวัดเป็นโรคติดต่อในระบบฟุตบาทหายใจ โดยเชื้อหวัดมีอยู่ในน้ำมูก น้ำลาย และเสมหะของผู้ป่วย ติดต่อโดยการหายใจสูดเอาฝอยละอองเสมหะที่ผู้ป่วยไอหรือจามรด ข้างในระยะไม่เกิน 1 เมตร
ยิ่งกว่านั้น เชื้อหวัดยังอาจติดต่อโดยการสัมผัส กล่าวอีกนัยหนึ่ง เชื้อหวัดอาจติดที่มือของคนเจ็บ สิ่งของ ของใช้ เป็นต้นว่า ผ้าสำหรับเช็ดหน้า ผ้าที่เอาไว้เช็ดตัว แก้วน้ำ จาน ชาม ของเล่นเด็ก หนังสือ โทรศัพท์ หรือสิ่งแวดล้อม เป็นต้นว่า ลูกบิดประตู โต๊ะ เก้าอี้ เมื่อคนปกติสัมผัสถูกมือของผู้ป่วย สิ่งของเครื่องใช้หรือสิ่งแวดล้อมที่ปนเปื้อนเชื้อหวัด เชื้อหวัดก็จะติดมือของคนคนนั้น แล้วก็เมื่อเผลอใช้นิ้วมือขยี้ตาหรือแคะจมูก เชื้อก็จะเข้าสู่ร่างกายของคนคนนั้น จนเปลี่ยนเป็นไข้หวัดได้  ส่วนระยะฟักตัวของโรค (ตั้งแต่คนป่วยรับเชื้อเข้าไปจวบจนกระทั่งแสดงอาการ) : โดยประมาณ 1-3 วัน โดยเฉลี่ย และมักมีอาการรุนแรงที่สุดในช่วง 2-3 วันหน้าเริ่มมีลักษณะ

การกระทำตนเมื่อป่วยด้วยโรคไข้หวัด คำแนะนำการปฏิบัติตัวของคนป่วยมีดังนี้


  • พักมากมายๆห้ามทนทุกข์งานหนักหรือออกกำลังกายมากเกินไป
  • สวมเสื้อผ้าให้ร่างกายอบอุ่น อย่าถูกฝนหรือถูกอากาศเย็นจัด และอย่าอาบน้ำเย็น
  • ดื่มน้ำมากมายๆเพื่อช่วยลดไข้ รวมทั้งชดเชยน้ำที่เสียไปเพราะเหตุว่าไข้สูง
  • ควรรับประทานอาหารอ่อน น้ำข้าว น้ำหวาน น้ำส้ม น้ำผลไม้ หรือเครื่องดื่มร้อนๆ
  • ใช้ผ้าชุบน้ำ (ควรใช้น้ำอุ่น หรือน้ำก๊อกปกติ อย่าใช้น้ำเย็นจัดหรือน้ำแข็ง) เช็ดตัวเวลาเป็นไข้สูง
  • หากเป็นไข้สูง ให้พาราเซตามอล (ผู้ที่แก่ต่ำกว่า 18 ปี ควรหลบหลีกการใช้แอสไพริน เพราะเหตุว่าอาจเพิ่มการเสี่ยงต่อการเกิดโรคเรย์ซินโดรม ซึ่งมีอันตรายร้ายแรงได้) ควรให้ยาลดไข้เป็นบางครั้งบางคราวเฉพาะเวลามีไข้สูง ถ้าเกิดมีไข้ต่ำๆ หรือไข้พอเพียงทนได้ ก็ไม่จำเป็นที่จะต้องรับประทาน
  • ถ้ามีอาการน้ำมูกไหลมากมายจนสร้างความรำคาญ ให้ยาแก้แพ้ เช่น คลอร์เฟนิรามีน ใน 2-3 วันแรก เมื่อทุเลาแล้วควรจะหยุดยา หรือในกรณีที่มีอาการไม่มากมาย ก็ไม่จำเป็นที่ต้องให้ยานี้
  • หากมีลักษณะไอ จิบน้ำอุ่นมากๆหรือจิบน้ำผึ้งผสมมะนาว (น้ำผึ้ง 4 ส่วน น้ำมะนาว 1 ส่วน) ถ้าไอมากมายลักษณะไอแห้งๆไม่มีเสมหะควรจะ ให้ยาแก้ไอ
  • ถ้าหากมีลักษณะอาการหอบ หรือนับการหายใจได้เร็วกว่าธรรมดา (เด็กอายุ 0-2 เดือนหายใจมากกว่า 60 ครั้ง/นาที อายุ 2 เดือนถึง 1 ขวบหายใจมากยิ่งกว่า 50 ครั้ง/นาที อายุ 1-5 ขวบหายใจมากกว่า 40 ครั้ง/นาที) หรือมีไข้นานเกิน 7 วัน ควรส่งโรงพยาบาลอย่างรวดเร็ว อาจเป็นปอดอักเสบหรือสภาวะรุนแรงอื่นๆได้ อาจจำต้องเอกซเรย์ ตรวจเลือด ตรวจเสมหะ ฯลฯ
  • ถ้าหากมีอาการเจ็บคอมาก ไข้สูงตลอดระยะเวลา ซึม ไม่อยากอาหารมาก ปวดเมื่อยมาก ปวดหู หูอื้อ หรือสงสัยไข้หวัดใหญ่ หรือหวัดนก (มีประวัติสัมผัสสัตว์ปีกที่ป่วยหรือตายข้างใน 7 วัน หรืออยู่ในเขตพื้นที่ที่มีการระบาดของไข้หวัดนกข้างใน 14 วัน) หรือมีไข้เกิน 4 วัน หรือมีน้ำมูกข้นเหลืองหรือเขียวเกิน 1 วัน ควรไปพบหมอโดยด่วน


การคุ้มครองตนเองจากโรคไข้หวัด รักษาสุขลักษณะฐานราก เพื่อให้มีสุขภาพด้านร่างกายแข็งแรง รับประทานอาหารมีคุณประโยชน์ห้ากลุ่มทุกเมื่อเชื่อวัน เพื่อให้มีสุขภาพเกี่ยวกับร่างกายแข็งแรง ดื่มน้ำสะอาดให้ได้วันละขั้นต่ำ 6-8 แก้วเมื่อไม่มีโรคจำเป็นต้องจำกัดน้ำกิน พักผ่อนให้เพียงพอเป็นประจำ ไม่ไปในที่แออัดคับแคบ ยกตัวอย่างเช่น ห้างสรรพสินค้า ในช่วงที่มีการระบาดของโรคหวัดรู้จักใช้หน้ากากอนามัยเมื่อจะต้องไปในบริเวณที่มีคนดอกไม้เพลิงพล่านหรือไปโรงพยาบาล  รักษาร่างกายให้อบอุ่นอยู่เป็นประจำ โดยยิ่งไปกว่านั้นเวลาที่มีอากาศเปลี่ยนไม่สมควรอาบน้ำหรือสระผมด้วยน้ำที่เย็นเหลือเกิน โดยยิ่งไปกว่านั้นตอนที่มีอากาศเย็น  อย่าเข้าใกล้หรือนอนรวมกับผู้เจ็บป่วย ถ้าเกิดจำเป็นจะต้องดูแลคนไข้อย่างใกล้ชิด ควรใส่หน้ากากอนามัยและหมั่นล้างมือด้วยน้ำกับสบู่  อย่าใช้สิ่งของเครื่องใช้ (ตัวอย่างเช่น ผ้าสำหรับเช็ดหน้า ผ้าขนหนู แก้วน้ำ โทรศัพท์ ของเล่น เป็นต้น) ร่วมกับคนป่วย รวมทั้งควรจะหลบหลีกการสัมผัสมือคนไข้
สมุนไพรที่ช่วยคุ้มครองป้องกัน/รักษาโรคหวัด

  • ฟ้าทะลายโจร สารสำคัญสำหรับการออกฤทธิ์ คือ Andrographolide มีฤทธิ์รักษาอาการไอ เจ็บคอ คุ้มครองและทุเลาหวัด จากการเรียนรู้การใช้ฟ้าทะลายขโมยเพื่อรักษาลักษณะของการมีไข้แล้วก็เจ็บคอเปรียบเทียบกับยาลดไข้พาราเซตามอล พบว่ากรุ๊ปที่ได้รับฟ้าทะลายมิจฉาชีพขนาด 6 กรัมต่อวัน จะมีลักษณะไข้และการเจ็บคอน้อยลงในวันที่ 3 ซึ่งดีมากยิ่งกว่ากรุ๊ปที่ได้รับฟ้าทะลายมิจฉาชีพ 3 กรัม/วัน หรือได้รับพาราเซตามอล  ในการค้นคว้าเปรียบเทียบการใช้ฟ้าทะลายขโมยเพื่อคุ้มครองป้องกันหวัด ซึ่งทำในฤดูหนาว โดยให้นักเรียนรับประทานยาเม็ดฟ้าทะลายมิจฉาชีพแห้ง ขนาด 200 มก./วัน ภายหลังจาก 3 เดือนของการทดสอบพบว่าอุบัติการณ์การเป็นหวัดในกรุ๊ปที่ได้ฟ้าทะลายมิจฉาชีพต่ำลงอย่างมีนัยสำคัญ ทางสถิติเมื่อเปรียบเทียบกับกรุ๊ปควบคุม โดยอัตราการเป็นหวัดในกลุ่มที่ได้รับฟ้าทะลายมิจฉาชีพพอๆกับปริมาณร้อยละ 20 ในระหว่างที่กรุ๊ปควบคุมมีอัตราการเป็นหวัดพอๆกับร้อยละ 62  อาจสรุปได้ว่าฟ้าทะลายขโมยได้ผลคุ้มครองปกป้องของยา เท่ากับจำนวนร้อยละ 33


ยาจากสมุนไพรในบัญชียาหลักแห่งชาติ ยาแคปซูล ยาเม็ด ที่มีผงฟ้าทะลายขโมยแห้ง 250 มิลลิกรัม รวมทั้ง 500 มก.
o             ทุเลาอาการเจ็บคอ กินวันละ 3 – 6 กรัม แบ่งให้วันละ 4 ครั้ง หลังอาหารและก่อนนอน
o             ทุเลาอาการหวัด รับประทานวันละ 1.5 – 3 กรัม แบ่งให้วันละ 4 ครั้ง หลังรับประทานอาหารและก่อนนอน

  • กระเทียม มีฤทธิ์สำหรับในการฆ่าเชื้อไวรัส เชื้อรา ลดอาการภูมิแพ้ มีฤทธิ์เหมือนแอสไพริน จึงทำให้ไข้ลด แล้วก็ยังปกป้องการจับไข้หวัดได้
  • ใบกระเพรา ใบกระเพราช่วยขับเสมหะ ทำให้จมูกโล่งเตียน ฆ่าเชื้อในทางเดินหายใจ
  • ชา ใบชามีสารโพลีฟีนนอล เป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยลดการติดเชื้อ ทำใหเยื้อบุโพรงจมูกชุ่มชื้น หายใจสะดวก
  • ขิง เป็นสมุนไพรที่มีฤทธิ์ร้อน มีกลิ่นเฉพาะตัว สามารถช่วยลดอาการหวัด แก้ไอ ทำให้หายใจโล่งขึ้น ขับเหงื่อ
  • กระเจี๊ยบ อุดมไปด้วยวิตามินซีสูง พบสารแอนโธไซยานินในกระเจี๊ยบมีฤทธิ์ต้านทานเชื้อไวรัส ลดการต่อว่าเชื้อ
เอกสารอ้างอิง

  • รับมือโรคหวัดอย่างไรให้เหมาะสม.บทความเผยแพร่ความรู้สู่ประชาชน.ภาควิชาสรีรวิทยา.คณะเภสัชศาสตร์.มหาวิทยาลัยมหิดล.
  • หนังสือตำราการตรวจรักษาโรคทั่วไป 2. “ไข้หวัด (Common cold/Upper respiratory tract infection/URI)”.  (นพ.สุรเกียรติ อาชานานุภาพ).  หน้า 389-392.
  • ฟ้าทะลายโจร.(ฉบับประชาชน).หน่วยปริการฐานข้อมูลสมุนไพร.สำนักงานสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล.
  • Braunwald, E., Fauci, A., Kasper, D., Hausen, S., Longo, D., and Jamesson, J.(2001). Harrrison’s:Principles of internal medicine. New York. McGraw-Hill.
  • ผศ.ภก.ธีรวิชญ์ อัชฌาศัย.ไข้หวัดธรรมดา ไข้หวัดใหญ่ หรือแพ้อากาศ เป็นอะไรกันแน่? .บทความเผยแพร่ความรู้สู่ประชาชน.ภาควิชาจุลชีววิทยา คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล. http://www.disthai.com/
  • ไข้หวัด-อาการ,สาเหตุ,การรักษา.พบแพทย์
  • นพ.สุรเกียรติ อาชานานุภาพ.ไข้หวัด.นิตยสารหมอชาวบ้าน.เล่มที่389.คอลัมน์สารานุกรมทันโรค.กันยายน.2554
  • Lacy CF, Armstrong LL, Goldman MP, Lance LL. Drug Information Handbook, 20th ed. Hudson, Ohio, Lexi-Comp, Inc.;


9
อื่นๆ / สัตววัตถุ นกกวัก
« เมื่อ: 20-01-2018 , 20:18:07 »

นกกวัก
นกกวักมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Amaurornis phoenicurus (Pennant)
จัดอยู่ในตระกูล Rallidae
มีชื่อสามัญว่า white – breasted waterhen หรือ white – breasted swamphen
ชีววิทยาของนกกวัก
นกชนิดนี้เป็นนกขนาดกึ่งกลาง รูปร่างป้อม ความยาวของตัววัดจากปลายปากถึงปลายหางราว ๓๐ ซม. ปากสีเหลือง โคนปากสีแดง หน้าผาก คอกระทรวงอุตสาหกรรมและก็ท้องสีขาว ด้านบนลำตัวสีดำ ข้างๆตรงโคนขาสีเทา ตูดสีน้ำตาล ขารวมทั้งนิ้วยาวสีเหลือง นกกวักมีลักษณะเปรียว มักหากินตัวเดียวกระโดดๆตามหนองน้ำที่มีพรรณไม้น้ำลอยอยู่ วิ่งบนไม้น้ำได้อย่างเร็ว มักออกหากินตอนพลบค่ำหรือรุ่งเช้า ส่งเสียงร้องดัง “กวัก กวัก” ขณะเดินเล่น ลำตัวจะอยู่ในแนวขนานกับพื้นดิน รวมทั้งกระดกหางไปด้วย ว่ายเก่ง แม้กระนั้นบินไม่เก่งนัก ขณะบินขาจะแขวนลง นกจำพวกนี้กินสัตว์น้ำตัวเล็กๆเป็นของกิน ได้แก่ กุ้ง หอย ปู ปลา และพืชน้ำลางจำพวก ทำรังด้วยก้านไม้รวมทั้งใบไม้ในบริเวณดงพืชน้ำที่รกทึบ วางไข่คราวละ ๕ – ๗ ฟอง ไข่สีฟ้าอ่อน มีจุดสีเทา ตัวผู้รวมทั้งตัวเมียผลัดกันกกไข่ ใช้เวลาฟักราว ๒๐ วัน พบได้ในทุกภาคของประเทศ

ประโยชน์ทางยา
สมุนไพร ตำราเรียนคุณประโยชน์ยาโบราณใช้น้ำมันนกกวักผสมยาทาแก้แผลโรคเรื้อน โรคมะเร็ง และก็พยาธิผื่นคันต่างๆ

10

[url=http://www.disthai.com/]สมุนไพรฟันปลา[/url][/size][/b]
ฟันปลา Litsea umbellate Merr.
บางถิ่นเรียกว่า ฟันปลา เสียใจ (จังหวัดปราจีนบุรี) เมนตรือ (เขมร-เมืองจันท์) สะเตื้อ (จังหวัดตราด)
       ไม้ใหญ่ ขนาดเล็ก หรือไม้พุ่ม สูง 3-10 มัธยม ตามกิ่งไม้มีขนสีน้ำตาล ใบ เดี่ยวออกเรียงสลับ หรือเรียงเวียนห่างๆรูปรี หรือ มีขนาดค่อนข้างจะเล็ก กว้าง 4-10 เซนติเมตร ยาว 7.5-23 ซม. ปลายใบแหลม หรือมน โคนใบแหลมขอบใบเรียบ หรือเป็นคลื่นน้อย ด้านบนสีเขียวเข้มเป็นมัน มีขนเฉพาะตามเส้นกลางใบและก็เส้นกิ่งก้านสาขาใบ ด้านล่างเป็นคราบเปื้อนขาว มีขน เส้นใบมี 6-10 คู่ ข้างล่างมองเห็นชัดกว่าด้านบน ก้านใบยาว 6-12 มม. มี ดอก ออกเป็นช่อ เป็นกระจุกตามง่ามใบ ก้านช่อยาว 2-5 มม. ช่อดอกมีขนปกคลุมหนาแน่น สมุนไพร กลีบรวมเชื่อมชิดกันเป็นรูปถ้วย ปลายแยกเป็น 4-6 กลีบ ทั้งถ้วยแล้วก็กลีบติดทนจนสำเร็จ ผล รูปไข่หรือค่อนข้างจะกลม ปลายมีติ่งแหลม โคนมีชั้นของกลีบรวมรองรับอยู่ ขอบกลีบรวมมีขน

นิเวศน์วิทยา
: ขึ้นในป่าดงดิบ พบทางภาคตะวันออกเฉียงใต้ และทางภาคใต้ของไทย
คุณประโยชน์ : ต้น เปลือกต้นพบ alkaloid ใบ ตำเป็นยาพอกฝี

11
อื่นๆ / สัตววัตถุ กวาง
« เมื่อ: 02-12-2017 , 13:33:24 »

เขากวางอ่อน
เมื่อกวางผลัดเขา เขากวางแยกหลุดจากตอเขา ผิวหนังบริเวณรอบๆตอเขาจะรุ่งโรจน์ขึ้น มาปิดแผลภายใน ๔-๕  วัน เลือดจะเริ่มเข้าไปหล่อเลี้ยง พร้อมทั้งมีสารประกอบแคลเซียมพอกสะสมขึ้น เขาใหม่จะคลุมด้วยหนังนุ่มๆรวมทั้งขนสั้นๆสีน้ำตาลเหมือนผ้ากำมะหยี่ เขารูปแบบนี้เรียกว่า “เขากวางอ่อน”  ซึ่งหักได้ง่าย เมื่อหักจะมีเลือดออก กวางลางตัวบางทีอาจถึงตายได้ ถ้าหากเลือดออกไม่หยุด ในระยะที่มีเขาอ่อน กวางจะหากินอยู่ที่แจ้งหรือที่โล่ง โดยหลีกเลี่ยงไม่เข้าไปในป่าทึบหรือป่าหนามเขากวางอ่อนเป็นเครื่องยาที่รับรองเป็นตำราเรียนยาที่ประเทศสหรัฐพสกนิกรจีน   บางทีอาจได้จากเขาอ่อนกวาง  ๒  จำพวก  เป็น
๑.กวางดอกเหมย  (sika  deer)   มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า  Cervus  Nippon  Temminck
๒.กวางแดง  (red  deer)   มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า  Cervus  elaphus  Linnaeus
เขากวางอ่อนนี้มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า pilose  antler มีชื่อยาในภาษาละตินว่า Cornu  Cervi  Pantotrichum เป็นเขากวางอ่อนที่เพิ่งจะแตกหน่อ ข้างในเขายังไม่เป็นกระดูกแข็งสำหรับเพื่อการตัดเขากวางนั้น ใช้เลื่อยเอาออก โดยเริ่มตัดเขาอ่อนเมื่อกวางแก่ตั้งแต่  ๓  ปีขึ้นไป ตัดได้ปีละ  ๑-๒  ครั้ง เมื่อตัดแล้วต้องนำไปแปลสภาพโดยทันที เริ่มด้วยการล้างเอาสิ่งสกปรกที่ติดมากับขนบนเขากวาง แล้วบีบเลือดที่ติดมาอีกส่วนหนึ่งออกไป ต่อจากนั้นจึงใส่ลงในน้ำเดือด  ๓-๔  ครั้ง ทีละ  ๑๕-๒0 วินาที เพื่อขับเลือดให้หมด จากนั้นก็เลยเอามาตากหรืออบให้แห้ง นอกจากยังบางทีอาจตัดเขากวางชิดกับหัวกะโหลก แม้กระนั้นจะใช้กับกวางที่เจ็บไข้หรือแก่มากแล้วเท่านั้น เขากวางอ่อนที่มีคุณภาพดีต้องเป็นเขาสมบูรณ์ (ขนละเอียด สีน้ำตาลอ่อนไม่หัก) มีน้ำหนักเบา ข้างล่างไม่มีรอยแยก หน้าตัดมีรูพรุนแน่น สีเหลืองเปลือกข้าว ส่วนที่มีขนหยาบไม่สมบูรณ์ หน้าตัดมีสีเทาคละเคล้าแดง เป็นจำพวกที่มีคุณภาพรองลงมา

หนังสือเรียน
ยาจีนว่า เขากวางอ่อนมีรสหวาน มีฤทธิ์ร้อน เป็นยาบำรุงเกรดเอ ดังคำจีนโบราณที่ว่า “ยามเมื่อหมดเรี่ยวแรง หายาอะไรก็แล้วแต่ไม่ได้ ถ้าเกิดได้กินเขากวางอ่อนแล้ว ถึงแม้ไม่มีแรงก็ช่วยทำให้ฟื้นคืนได้” เขากวางอ่อนมีสรรพคุณเป็นยาบำรุงเลือด ชูกำลังทำให้กระดูกและเอ็นแข็งแรง แก้อาการเมื่อยล้า ตาลาย หูตึง ตามัว หัวเข่าเจ็บ และที่สำคัญเป็น สมุนไพร  ช่วยเสริมสมรรถนะทางเพศ แก้โรคน้ำอสุจิไหลเองโดยไม่ทันได้รู้สึกตัวบ่อยๆแก้ประจำเดือนมามากมายไม่ปรกติ บำรุงท้อง (ทำให้เด็กในท้องสงบ) แก้อาการท้องร่วงเรื้อรัง โดยยิ่งไปกว่านั้นที่เกิดกับคนแก่ โดยทั่วไปใช้บดเป็นผง รับประทานครั้งละ ๑-๒.๕ กรัม กับน้ำสุกจะใช้ดองเหล้า หรือปั้นเป็นยาลูกกลอนก็ได้ เนื่องมาจากเขากวางอ่อนเป็นยาบำรุงที่มีฤทธิ์ร้อน จึงห้ามใช้กับผู้ป่วยที่เป็นไข้ ถ่ายหรือคลื่นไส้เป็นเลือด ยิ่งไปกว่านั้น คนไข้โรคความดันโลหิตสูงหรือหลักการทำงานของตับไม่ปรกติก็ไม่ควรรับประทานมากจนเกินความจำเป็น

Tags : สมุนไพร

12

สมุนไพรพิกัดเกสร
คำว่า เกสร หรือที่โบราณใช้เป็น เกษร นั้น มีความหมายที่เกี่ยวกับดอกไม้ อาจหมายถึงส่วนประกอบที่ใช้ขยายพันธุ์ของพืช ๒ ส่วน ซึ่งจัดโชว์อยู่ในวงของดอก คือเกสรผู้แล้วก็เกสรเพศเมีย เป็นลำดับจากนอกถึงในสุดทาง หลังจากนั้นออกมาจะเป็นกลีบดอกไม้และก็กลีบเลี้ยงเป็นลำดับ แม้กระนั้นในความหมายที่เกี่ยวกับพิกัดยานั้นอาจถึงเกสรเพศผู้ (เช่น เกสรบัวหลวง) หรือดอกไม้ดอก (รวม กลีบเลี้ยง กลีบ เกสรเพศผู้ และก็เกสรเพศเมีย) (ดังเช่นว่า ดอกกระดังงา ดอกมะลิ ฯลฯ) หรือบางทีอาจหมายถึงช่อดอกทั้งยังช่อ (ได้แก่ ดอกลำเจียก )พิกัดเกสรที่ใช้ในยาไทยมี ๓ พิกัดหมายถึงพิกัดเกสรอีกทั้ง ๕ พิกัดเกสร ๗ และก็พิกัดเกสรทั้งยัง ๙ พิกัดเกสร ๕ ดังเช่นว่า เกสรบัวหลวง เกสรบุนนาค ดอกพิกุล ดอกมะลิ แล้วก็ดอกสารภี มีสรรพคุณชูกำลัง บำรุงหัวใจ แก้ไข้เพื่อเสลดและก็โลหิต แก้ไข้เพ้อกังวล แก้ลมหน้ามืด แก้น้ำดี แก้ธาตุ ทำให้เจริญอาหาร บํารุงท้อง เครื่องยาพิกัดนี้ ใช้มากมายในยาแก้ลมหน้ามืด ยาหอมบำรุงหัวใจ พิกัดเกสรทั้ง ๗ ตัวประกอบด้วยตัวยา ๕ อย่าง ในพิกัดเกสร ๕  โดยมีดอกจำปา และดอกกระดังงา เพิ่มเข้ามา พิกัดยานี้มีคุณประโยชน์โดยรวมชูกำลัง บำรุงหัวใจ แก้ไข้เพื่อเสมหะแล้วก็โลหิต แก้ไข้เพพ้อกังวล แก้ลมหน้ามืด แก้น้ำดี แก้ไข้เพื่อปถวีธาตุ ให้เจริญอาหาร แก้ร้อนในอยากกินน้ำ แก้โรคตาพิกัดเกสรอีกทั้ง ๙ ประกอบด้วยตัวยา ๗ อย่างในพิกัดเกสรอีกทั้ง ๗ โดยมีดอกลำเจียก แล้วก็ดอกลำดวนเพิ่มเข้ามา พิกัดยานี้มีคุณประโยชน์ โดยรวมแก้ร้อนในอยากดื่มน้ำ แก้ไข้จับ แก้ไข้เพื่อลม แก้ไข้เพื่อปถวีธาตุ ให้เจริญอาหาร แก้โรคตา
                   
ตารางที่ ๑ เครื่องยาในพิกัดเกสร
เครื่องยา                ชื่อพฤกษศาสตร์ของแหล่งที่มา สกุล   ส่วนของพืช
เกสรบัวหลวง        Nelumbo nucifera Gaertn.           Nelumbonaceae      เกสรเพศผู้
ดอกบุนนาค           Mesua ferrea L.                Guttiferae           ทั้งดอก
ดอกพิกุล                Mimusops elengi L.         Sapotaceae        ทั้งยังดอก
ดอกมะลิ                Jasminum sambac Ait.   Oleaceae             ทั้งยังดอก
ดอกสารภี              Mamea siamensis (T.and) Kosterm.        Guttiferae           อีกทั้งดอก
ดอกจำปา              Macnolia Champaca (L.) Baill. Ex Pierre var. champaca (ชื่อพ้อง Michelia champaca L.)        Magnoliaceae       ทั้งดอก
ดอกกระดังงา        Cananga  odorata Hook.f. & Th. Annonaceae      ทั้งดอก
ดอกลำเจียก          Pandanus odoratissimus L.f         Pandanaceae     ช่อดอกทั้งยังช่อ
ดอกลำดวน           Melodorum fruiticosum Lour.    Annonaceae      ดอก
เกสรบัวหลวง
เกสรบัวหลวงเป็นเกสรเพศผู้ของดอกบัวหลวงจำพวกดอกตูมทรงฉลวย กลีบไม่ซ้อน สีขาว (เรียกบุณฑริก) หรือสีชมพูเรียก (ปัทม์ โกกนุท อุบล เป็นต้น) บัวหลวงเป็นบัวน้ำประเภทก้านแข็ง (อุบลชาติ) มีชื่อวิชาพฤกษศาสตร์ว่า Nelumbo nucifera Gaertn.ในสกุล Nelumbonaceae ใต้มีชื่อสามัญว่า sacred lotus เครื่องยาที่เรียก เกสรบัวหลวง ได้จากเกสรเพศผู้ของดอกบัวหลวง หนังสือเรียนสรรพคุณยาโบราณว่า มีกลิ่นหอมสดชื่น รสฝาด ใช้แก้ไข้ แก้ธาตุทุพพลภาพ บำรุงหัวใจ เกสรบัวหลวงเข้าเครื่องยาไทยในพิกัดเกสรทั้งยัง ๕ เกสรทั้งเจ็ดแล้วก็เกสร ๙
ดอกบุนนาค
ดอกบุนนาค ได้จากต้นบุนนาคอายมีชื่อวิชาพฤกษศาสตร์ว่า Mesua ferrea L.ในสกุล Guttiferae พืชประเภทนี้มีชื่อสามัญว่า indian rose chestnut tree ต้นบุนนาคเป็นไม้ยืนต้นสูง ๑๕ – ๒๕ เมตร ทรงพุ่มเป็นรูปเจดีย์ต่ำๆโคนต้นมีพูพอนน้อย ลำต้นเปลา เปลือกเรียบ สีน้ำตาลปนเทาแล้วก็ปนแดง มีรอยแตกตื้นๆด้านในเปลือกมียางขาว ใบเป็นใบลำพัง เรียงตรงกันข้าม รูปใบหอกหรือรูปขอบขนานแกมใบหอก กว้าง ๑.๕-๓.๕ เซนติเมตร ยาว ๔-๑๕ ซม. โคนใบสอบ ปลายใบเรียวแหลม ขอบใบเรียบ ด้านบนสีเขียวเข้ม ด้านล่างมีคราบสีขาวนวล เส้นใบถี่ เนื้อใบดก ก้านใบสั้นยาว ๔-๗ มม. ใบอ่อนสีชมพูอมเหลืองห้อยเป็นพู่ ดอกออกเดี่ยวๆหรือออกเป็นกระจุก กลุ่มละ ๒-๓ ดอก ตามง่ามใบ ดอกสีขาวหรือสีนวล มีกลิ่นหอมหวน เมื่อบานสุดกำลังมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางราว ๕-๑๐ เซนติเมตร กลีบเลี้ยงมี ๔ กลีบ รูปช้อน งอเป็นกระพุ้ง มี ๒ ชั้น ชั้นละ ๒ กลีบ กลีบดอกไม้มี ๔ กลีบ รูปไข่กลับ ปลายบานรวมทั้งเว้า โคนสอบ เกสรเพศผู้มีเป็นจำนวนมาก ผลรูปไข่ แข็ง สีน้ำตาลเข้ม กว้าง ๒ เซนติเมตร ยาว ๔๐ ซม. ปลายโค้งแหลม กลีบเลี้ยงขยายโตเป็นกาบหุ้มผล ๔ กาบ มีเม็ด ๑-๒ เม็ด พืชนี้มีเนื้อไม้สีแดงคล้ำ เป็นเงาเลื่อม เศษไม้ออกจะตรง เนื้อค่อนข้างหยาบคายแข็ง รวมทั้งแข็งแรงดีเลิศ เลื่อยผ่าตกแต่งยาก ขัดชักเงาเจริญ ฝรั่งเรียกไม้นี้ว่า ironwood หรือ Ceylon ironwood ใช้ทำหมอนรองรางรถไฟ ใช้ก่อสร้างบ้านเรือน ทำเสา สะพาน ด้ามเครื่องมือ ใช้ประกอบเรือ ทำกระดูกงูเรือ กงเสากระโดงเรือ ใช้ทำทุกส่วนของเกวียน ทำด้ามหอก ด้ามร่ม ทำพานท้ายหรือและก็รางปืน น้ำมันที่บีบจากเมล็ดทำเครื่องแต่งตัว สมุนไพร ตำราเรียนคุณประโยชน์ยาโบราณว่า ดอกบุนนาคมีกลิ่นหอมสดชื่น เย็น รสขมน้อย ช่วยบำรุงใจให้ช่ำชื่น ใช้แก้ไข้รอยดำ แก้ร้อนในดับกระหาย บำรุงเลือด บำรุงหัวใจ แก้ลมกองละเอียด วิงเวียน หน้ามืด ตาลาย และก็ว่าแก้กลิ่นสาบสางในกายได้ ดอกบุนนาคเข้าเครื่องยาไทยพิกัดเกสรอีกทั้ง ๕ และก็เกสรทั้งยัง ๗ และเกสรทั้ง ๙ นอกจากส่วนอื่นของต้นบุนนาคยังใช้คุณประโยชน์ทางยาได้ อย่างเช่น รากใช้แก้ลมในไส้ เปลือกต้นมีสรรพคุณกระจัดกระจายหนอง และก็กระพี้แก้เสมหะในคอ เนื้อไม้ใช้แก้ลักปิดลักเปิด
ดอกพิกุล
ดอกพิกุล เป็นดอกของต้นพิกุลอันมีชื่อวิชาพฤกษศาสตร์ว่า Mimusops elengi L.ในสกุล Sapotaceae พืชจำพวกนี้ ลางถิ่นเรียก กุน (ภาคใต้) แก้ว (ภาคเหนือ) ซางป่าดง (จังหวัดลำพูน) ก็มีต้นพิกุลเป็นไม้ยืนต้นสูง ๑๐-๒๕ เมตร เรือนยอดรูปเจดีย์หรือกลมทึบ ใบเป็นใบโดดเดี่ยว เรียงสลับกันห่างๆรูปไข่ รูปรี หรือรูปขอบขนาน กว้าง ๒-๖.๕ เซนติเมตร ยาว ๕-๑๕ ซม. วัวนมน ปลายแหลม เป็นติ่งสั้นๆขอบใบเป็นคลื่น ดอกเป็นดอกลำพัง หรือออกเป็นกลุ่ม ๒-๖ ดอก ตามซอกใบใกล้ปลายกิ่ง กลีบเลี้ยงมี ๘ กลีบ เรียง ๒ ชั้น ชั้นละ ๔ กลีบ กลีบดอกไม้มี ๒๔ กลีบ เรียง ๒ ชั้น ชั้นนอกมี ๘ กลีบ ชั้นในมี ๑๖ กลีบ โคนเชื่อมกันน้อย หล่นง่าย มีสีนวล กลิ่นหอมสดชื่นเย็น กลิ่นยังคงอยู่ถึงแม้ตากแห้งแล้ว เกสรเพศผู้สมบูรณ์มี ๘ อัน และเกสรเพศผู้เป็นหมัน คล้ายกลีบดอกไม้มี ๘ อัน ผลเป็นแบบมีเนื้อ รูปไข่ กว้างราว ๑.๕ ซม. เมื่ออ่อนสีเขียว แล้วก็สุกมีสีแดงแสด มีรสหวานน้อย เมื่อต้นพิกุลแก่มากๆแก่นไม้จะผุหรือรากจะผุ ทำให้ข้นหรือลงได้ง่าย ก็เลยไม่นิยมปลูกเอาไว้ภายในบริเวณบ้าน ต้นแก่ๆมักมีเชื้อราจะเดินเข้าไปในเนื้อไม้ ทำให้แก่นไม้มีกลิ่นหอมสดชื่น โบราณเรียก “ขอนดอก” ซึ่งมีขายทำร้านค้ายาสมุนไพรเป็นแก่นไม้ที่มีสีน้ำตาลเข้มประขาว มีกลิ่นหอมหวนฝรั่งเรียก “bullet wood” เหตุเพราะเนื้อไม้มีประด่างเป็นจุดขาวๆเสมือนรอยลูกกระสุน
ขอนดอก
เป็นเครื่องยาไทย อาจได้จากต้นพิกุล หรือต้นตะแบก(Lagerstroemia calyculata Kurz. ตระกูล Lythraceae) แก่ๆมีเชื้อราเจริญก้าวหน้าเข้าไปในเนื้อไม้ แต่ว่าโบราณว่าขอนดอกที่ได้จากต้นตะหามจะมีคุณภาพด้อยกว่า ตำราเรียนสรรพคุณยาโบราณว่า ขอนดอกมีกลิ่นหอมยวนใจ รสจืด มีคุณประโยชน์บำรุงตับ ปอด รวมทั้งหัวใจ บำรุงทารกในครรภ์ (ครรภรักษา) ทำให้หัวใจกระชุ่มกระชวย ดอกพิกุลมีกลิ่นหอมหวนเย็น เข้ายาหอม ยานัตถุ์ ยาแก้ไข้ แก้ปวดหัว แก้เจ็บคอแล้วก็แก้ร้อนใน แบบเรียนสรรพคุณยาโบราณจัดเข้าเครื่องยาพิกัดเกสรทั้งยัง ๕ เกสร ๗ และก็เกสร ๙ หรือใช้ผสมกับดอกไม้อื่นๆที่มีกลิ่นหอมเพื่อทำบุหงา เว้นแต่น้ำส่วนอื่นๆของต้นพิกุลยังคงใช้ประโยชน์ทางยาได้ตำราว่ารากพิกุลมีรส ขมเฝื่อนฝาด เข้ายาบำรุงเลือด แก้เสมหะ แก้ลม แก่นพิกุลมีรสขมเฝื่อนฝาด เข้ายาบำรุงเลือด ยาแก้ไข้ เปลือกต้นที่คุณมีรสฝาด ใช้ปรุงเป็นยาแก้เหงือกอักเสบ ใบพิกุลรสเบื่อฝาด เข้ายาแก้หืด แก้กามโรค
ดอกมะลิ
ดอกมะลิ เป็นดอกของพืชอันมีชื่อพฤกษศาสตร์ว่า Jasminum sambac Ait.ในสกุล Oleaceae  ถ้าหากมีกลีบดอกชั้นเดี่ยวเรียก มะลิลา หากมีกลีบดอกไม้ทับกันหลายชั้นเรียก มะลิซ้อน แต่ดอกมะลิที่ระบุในหนังสือเรียนยามักนิยมใช้ดอกมะลิลา ฝรั่งเรียกดอกมะลิ jasmine หรือArabain jasmine ต้นมะลิเป็นไม้พุ่มรอเลื้อยสูง ๑-๒ เมตร ใบเรียงตรงกันข้าม รูปไข่ ขนาดกว้าง ๓.๕-๔.๕ ซม.ยาว ๕-๗ ซม. ปลายใบแหลม โคนใบมน ก้านใบสั้น ถ้าเกิดเป็นชนิดดอกซ้อนมักออก ๓ ใบใน ๑ ข้อ และก็สีใบจะเข้มกว่า ดอกมีสีขาว กลิ่นหอมแรง ดอกเดี่ยวหรือเป็นช่อที่ปลายกิ่ง กลีบเลี้ยงเป็นเส้น ๘-๑๐ เส้น กลีบดอกเป็นหลอดยาว ๑-๒ เซนติเมตร ปลายแยกเป็น ๕-๘ กลีบ เมื่อบานสุดกำลังจะมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง ๒-๓ ซม. เกสรเพศผู้มี ๒ อัน ดอกออกตลอดทั้งปี แต่จะ ดกในช่วงฤดูร้อนและฤดูฝน ตำราสรรพคุณยาโบราณว่า ดอกมะลิมีกลิ่นหอมสดชื่นเย็น รสขม ใช้เป็นยาบำรุงหัวใจ ดับพิษร้อน ทำให้จิตใจกระชุ่มกระชวย บำรุงท้อง แก้ร้อนในหิวน้ำ โบราณจัดเข้าเครื่องยาพิกัดเกสร ๕ เกสรอีกทั้ง ๗ และก็เกสร ๙ หรือใช้อบในน้ำหอม ทำน้ำดอกไม้ไทย หรือใช้ผสมกับดอกไม้ประเภทอื่นๆที่มีกลิ่นหอมหวน สำหรับทำบุหงา นอกเหนือจากนี้แบบเรียนคุณประโยชน์ยาโบราณว่า ใบมะลิสดมีรสฝาด หมอตามชนบทใช้ใบสดตำกับกากมะพร้าวก้นกะลาพอกหรือทาแก้แผลพุพอง แก้แผลเรื้อรัง รวมทั้ง ยังว่าใช้ยอด ๓ ยอด ตำพอกหรือทาเพื่อลบรอยแผล รากมะลิมีรสเย็นเมา ฝนหรือต้มน้ำกิน แก้ปวดปวดศีรษะ แก้เลือดออกตามไรฟัน แก้หลอดลมอักเสบ ใช้มากมาย (ราว ๑-๒ ข้อมือ) ทำให้สลบ ตำพอกหรือแก้เคล็ดปวดเมื่อยจากการกระทบชน
ดอกสารภี
ดอกสารภีได้จากต้นสารภีอันมีชื่อพฤกษศาสตร์ว่า Mammea siamensis (T. And) Kosterm. ในสกุล Guttiferae ลางถิ่นเรียก ไม่สำนึกในบุญคุณ (เมืองจันท์) สร้อยพี (ภาคใต้) ก็มี ต้นสารภีเป็นไม้ยืนต้นขนาดกึ่งกลางสูง ๑๐-๑๕ เมตร เรือนยอดเป็นไม้พุ่มทึบ เปลือกต้นสีเทาดำ แตกล่อนเป็นสะเก็ด มียางขาวและก็จะกลายเป็นสีเหลืองอ่อน กิ่งอ่อนเป็นสารสี่เหลี่ยม ใบเป็นใบผู้เดียว เรียงตรงกันข้ามเป็นคู่ๆแต่ละคู่สลับทิศทางกัน รูปไข่แกมรูปขอบขนาน กว้าง ๔-๖.๕ ซม.ยาว ๑๕-๒๐ ซม. โคนใบสอบแคบ ปลายใบมนหรือสอบทู่ๆอาจมีติ่งสั้นๆหรือหยักเว้าตื้นๆเนื้อใบดก ดอกออกเป็นช่อ ช่อเดียวหรือหลายช่อตามกิ่ง ดอกสีขาวเปลี่ยนเป็นสีเหลืองเมื่อจะโรย มีกลิ่นหอมหวนมาก กลีบเลี้ยงมี ๒ กลีบ โคนเชื่อมติดกัน ติดทนและขยายโตตามผล กลีบดอกไม้มี ๔ กลีบ โค้งเป็นกระพุ้ง เมื่อบานมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางราว ๑.๕ ซม. เกสรเพศผู้มีไม่น้อยเลยทีเดียว ผลรูปกระสวย ยาวราว ๒.๕ ซม. เมื่อสุกสีเหลือง เนื้อสีเหลืองหรือสีแสดห่อเมล็ด
สารภีแนน
สารภีแนน เป็นชื่อถิ่นทางพายัพของพืชที่มีชื่อพฤกษศาสตร์ว่า Calophyllum inophyllum L. ในวงศ์ Guttiferae รู้จักกันในชื่ออีกหลายชื่อ ตัวอย่างเช่น สารภีสมุทร (จังหวัดประจวบคีรีขันธ์) กากะทิง (ภาคกลาง) ทิง (กระบี่) เนาวกาน (น่าน) เป็นพืชที่ขึ้นริมทะเล หรือปลูกเป็นไม้ประดับทั่วไป พืชชนิดนี้เป็นไม้ยืนต้นสูง ๘-๑๐ เมตร เรือนยอดแห่งกว้างเป็นพุ่มกลม ทึบ เปลือกต้นเรียบ สีน้ำตาลผสมเทา ข้างในมีน้ำยางสีเหลืองใส ใบเป็นใบโดดเดี่ยว เรียงตรงกันข้าม รูปรีถึงรูปไข่กลับ กว้าง ๔.๕-๘ ซม. ยาว ๘-๑๕ ซม. โคนใบสอบ ปลายใบมน กว้างหรือเว้าตรงกลางนิดหน่อย ขอบของใบเรียบ เนื้อใบครึ้ม เส้นใบถี่รวมทั้งขนานกัน ดอกสีขาว มีกลิ่นหอมสดชื่น ดอกเป็นช่อที่ปลายกิ่งหรือตามซอกใบที่ปลายกิ่ง กลีบดอกมี ๕-๖ กลีบ เมื่อบานมีสัตว์เส้นผ่าศูนย์กลาง ๒-๒.๕ ซม. เกสรเพศผู้มีสีเหลือง มีเยอะมากๆ ผลรูปกลม ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง ๒.๕-๓ ซม. ปลายกิ่งเป็นติ่งแหลม สีเขียว เมื่อแก่สีน้ำตาล แห้งผิวย่น เปลือกค่อนข้างหนา แพทย์แผนไทยลางถิ่นใช้ดอกสารภีแนนแทนดอกสารภี ปรุงเป็นยาหอม บำรุงหัวใจ น้ำมันระเหยยากคีมจับได้จากเมล็ดใช้ทาแก้ปวดข้อ รวมทั้งใช้เป็นยาพื้นสำหรับทำเครื่องแต่งหน้าตำราเรียนสรรพคุณยาโบราณว่าดอกสารภีมีกลิ่นหอมหวน รสขมเย็น แก้เลือดทุพพลภาพ แก้ไข้ที่มีพิษร้อน เป็นยาเจริญอาหาร ยาบำรุงหัวใจ และก็ยาชูกำลัง โบราณจัดดอกสารภีเอาไว้ภายในพิกัดเกสรทั้ง ๕ เกสรอีกทั้ง ๗ แล้วก็เกสรทั้งยัง ๙
ดอกจำปา
ดอกจำปา ได้จากดอกของต้นจำปาอันมีชื่อวิชาพฤกษศาสตร์ว่าmagnolia champaca (L.) Bail.ex Pierre var. Champaca ในตระกูล Magnoliaceae พืชจำพวกนี้เป็นไม้ยืนต้นสูง ๑๕-๓๐ เมตร ยอดอ่อนและก็ใบอ่อนมีขน ใบแก่เกลี้ยง ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงเวียรสลับกัน รูปรี รูปไข่ หรือรูปไข่แคบ กว้าง ๔-๑๐ ซม. ยาว ๑๐-๒๕ เซนติเมตร ปลายแหลมหรือเป็นติ่งแหลม โคนกลมมนหรือแหลม ดอกเป็นดอกคนเดียว ออกตามซอกใบ สีเหลืองอมส้ม มีกลิ่นหอมสดชื่นแรง กลีบ
จำปาดอกขาว
เนื่องจากต้นจำปามีเขตการกระจายพันธุ์กว้าง คือตั้งแต่อินเดีย พม่า ไทย ไปถึงจนถึงเวียดนาม จึงอาจมีการคลายภายในโดยธรรมชาติกลายพันธุ์โดยธรรมชาติจนขนาดและสีของดอกแตกต่างกันออกไปบ้าง ที่วัดกลาง ตำบลนครไทย อำเภอนครไทย จังหวัดพิษณุโลก มีต้นจำปาอายุมากต้นหนึ่ง ดอกเมื่อแรกแย้มมีสีนวล (ไม่ขาวเหมือนดอกจำปีทั่วไป) แต่จะเปลี่ยนเป็นสีเหลืองส้มเมื่อใกล้โรย (เหมือนดอกจำปาทั่วไป) ชาวบ้านเรียกต้นจำปานี้ว่า ต้นจำปาขาว เมื่อผ่านไปทางอำเภอนครชัยจะเห็นป้าย ต้นจำปาขาว ๗๐๐ ปี ต้นจำปาขาวที่ว่านี้ก็คือต้นจำปาอายุมากต้นนี้เอง ส่วนวลี ประวัติศาสตร์ ๗๐๐ปี ต้องการจะสื่อว่าบริเวณตำบลนครไทยนั้นเดิมเป็นเมืองโบราณชื่อเมืองบางยาง เป็นเมืองที่พ่อขุนบางกลางหาว ผู้เสพผู้สืบเชื้อสายจากพระชัยศิริ ราชวงศ์เชียงราย อพยพมาตั้งถิ่นฐานต้องสูงพระไพร่พลอยู่ในราว พ. ศ. ๑๗๗๘ ก่อนร่วมกับพ่อขุนผาเมือง เจ้าเมืองราด ยกพลตีสุโขทัยอันเป็นเมืองหน้าด่านของขอมและรับชัยชนะในราวพ. ศ. ๑๘๐๐ สถาปนาพระองค์เป็นปฐมกษัตริย์ทรงพระนามว่าพ่อขุนศรีอินทราทิตย์ แห่งกรุงสุโขทัย
จำปาของลาว
จำปา เป็นชื่อที่ชาวไทยอีสานและชาวลาวเรียกพืชอีกชนิดหนึ่งอันมีชื่อพฤกษศาสตร์ว่า Plumeria obtusa L.ในวงศ์ Apocynaceae คนไทยภาคกลางเรียก ลั่นทม ลางถิ่นอาจเรียก จำปาขาว จำปาขอม จำปาลาว หรือลั่นทมดอกขาว มีชื่อสามัญว่า pagoda tree หรือ temple tree หรือ graveyard flower (เรียกดอก) พืชชนิดนี้เป็นไม้พุ่มสูง ๓-๖ เมตร แตกกิ่งก้านสาขาเป็นพุ่มกว้าง ทุกส่วนมียางสีขาว ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงสลับที่บริเวณปลายกิ่ง รูปใบพายแกมรูปขอบขนาน กว้าง ๕-๘ เซนติเมตร ยาว ๒๐-๓๒ เซนติเมตร ปลายและโคนมน ด้านบนสีเขียวเข้ม เป็นมัน ด้านล่างมีขนนุ่ม ดอกสีขาว กลางดอกสีเหลือง มีกลิ่นหอมโคนเชื่อมกันเป็นหลอด ปลายแยกเป็น ๕ กลีบ ซ้อนเหลื่อมกัน กลีบรูปไข่กลับปลายมน งอลงเล็กน้อย เมื่อบานมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง ๘-๑๐ เซนติเมตรเกสรเพศผู้มี ๕ อัน ก้านเกสรสั้นมาก ผลเป็นฝักคู่ รูปยาวรี เมื่อแก่แตกเป็น ๒ ซีก เมล็ดมีจำนวนมาก แบน มีปีก ดวงจําปานี้เป็นดอกไม้ประจำชาติของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว นิยมปลูกตามวัดเพื่อเป็นพุทธบูชา จัดเป็นไม้มงคลผู้ไม่รู้ลางท่านเห็นว่าชื่อ ลั่นทม ออกเสียงคล้ายกับ ระทม อันหมายความว่าไม่เป็นมงคลจึงเปลี่ยนชื่อให้พืชชนิดนี้ใหม่ว่า “ลีลาวดี” ซึ่งเป็นการไม่สมควรต้นจำปาชนิดนี้เป็นพืชสมุนไพรที่เกิดทุกส่วนของต้นใช้เป็นยาได้ ตำราสรรพคุณยาโบราณว่า กลีบดอกจำปามีกลิ่นหอม มีรสขม ช่วยทำให้เลือดเย็น กระจายโลหิต อันร้อน ขับปัสสาวะ ขับลม แก้อ่อนเพลีย วิงเวียน หน้ามืด ตาลาย บำรุงหัวใจ แก้เส้นกระตุก บำรุงน้ำดี บำรุงโลหิต ดอกจำปาเป็นเครื่องยาอย่างหนึ่งในพิกัดเกสร ทั้ง ๗ และเกสรทั้ง ๙ ลางตำราว่าดอกใช้ผสมกับใบพลูกินแก้หอบหืด และเมล็ดรสขมเป็นยาขับน้ำเหลือง นอกจากนั้นเปลือกต้นจำปามีรสเฝื่อนขม แก้คอแห้ง แก้ไข้ บำรุงหัวใจ ขับเสมหะ ใช้เป็นยาถ่ายอย่างแรง ต้มน้ำดื่มแก้โรคหนองใน ขับระดู ใบมีรสเฝื่อนขม แก้ไข้อภิญญาณ แก้โรคประสาท แก้เส้นประสาทพิการ แก้ป่วง ใช้ลนไฟพอกแก้ปวดบวม ชงน้ำร้อนดื่มแก้หืด กระพี้มีรสเฝื่อนขม ใช้ถอนพิษผิดสำแดง แก่นมีรสเฝื่อนขม เมา แก้กุฏฐัง รากมีรสเฝื่อนขม ใช้ขับเลือดเน่า เป็นยาถ่าย
ต้นจำปา ที่ซับจำปา
บริเวณที่ปัจจุบันเป็นบ้านซับจำปาตำบลซับจำปาอำเภอท่าหลวงจังหวัดลพบุรีนั้นเดิมเป็นป่าพรุน้ำจืดที่กว้างใหญ่ไพศาลอุดมด้วยพันธุ์ไม้และสัตว์ป่านานาชนิดซึ่งยังมีผู้เฒ่าผู้แก่เล่าขานถึงแต่ในปัจจุบันถูกชาวบ้านแผ้วถางเป็นพื้นที่ทำกินโดยเฉพาะเป็นไร่มันสำปะหลังสุดลูกหูลูกตา คงเหลือแต่ป่าต้นน้ำราว ๙๖ ไร่ ที่ชาวบ้านเรียกกันสืบมาว่าประจําปลาในป่านี้มีไม้ยืนต้นขนาดใหญ่ชนิดหนึ่งขึ้นอยู่มากชาวบ้านเรียกพืชนั้นว่าต้องจับปลาและเรียกพื้นที่ป่าซับน้ำบริเวณนั้นว่าซับจําปาอันเป็นที่มาของชื่อหมู่บ้านชื่อวัดและชื่อตำบลตามลำดับเมื่อเร็วๆนี้นักศึกษาที่จะศึกษาจำปาต้นนี้ ในเชิงอนุกรมวิธานพบว่าเป็นพืชในวงศ์ Magnoliaceae ชนิดใหม่ของโลกซึ่งไม่เคยมีรายงานว่าพบที่ใดมาก่อน จึงได้กำหนดชื่อพฤกษศาสตร์โดยได้รับพระบรมราชานุญาตให้อัญเชิญพระนามาภิไธย สิรินธร ตั้งเป็นชื่อบกชนิดว่า Magnolia sirindhorniar Noot.& Chalermgrin เพื่อเฉลิมพระเกียรติแด่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี และเพื่ออนุรักษ์พืชชนิดนี้ไว้ให้แหล่งพันธุกรรมและระบบนิเวศของพืชชนิดนี้ถูกทำลายไป โดย ได้รับพระมหากรุณาธิคุณ พระราชทานชื่อไทยให้พืชชนิดนี้ให้พืชนี้ใหม่ว่า จำปีสิรินธร
ดอกกระดัง
ดอกกระดังงา เป็นดอกของพืชอันมีชื่อพฤกษศาสตร์ว่า Cananga odorata Hook.f. &Th.ในวงศ์ Annonaceae ลางถิ่นเรียกกระดังงาไทย (ภาคกลาง) กระดังงาใหญ่ กระดังงาใบใหญ่ สบันงาต้น สบันงา (ภาคเหนือ) มีชื่อสามัญว่า ylang-ylang (เป็นภาษาตากาล็อก อ่านว่า อิลาง – อิลาง) ต้นกระดังงาเป็นไม้ยืนต้นสูง ๑๕-๒๐ เมตร ลำต้นตั้งตรง เปลือกสีเทาเกลี้ยงหรือสีเงิน กิ่งก้านแผ่ออกจากต้น มักลู่ลง ส่วนที่ยังอ่อนอยู่มีขนปกคลุม ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงสลับกัน ห้อยลง รูปขอบขนาน กว้าง ๔ – ๙ เซนติเมตร ยาว ๗-๑๒ เซนติเมตร ปลายใบแหลม หรือเป็นติ่งแหลม โคนใบค่อนข้างกลมมน หรือเบี้ยว ขอบใบเป็นคลื่น ใบบาง ค่อนข้างนิ่ม สีเขียวอ่อน ดอกสีเหลืองอมเขียว มีกลิ่นหอม ออกรวมกันเป็นกลุ่ม ๔-๖ ดอก ก้านดอกยาว ๒-๔ เซนติเมตร กลีบเลี้ยงมี ๓ กลีบ รูปสามเหลี่ยม ยาวราว ๐.๕ เซนติเมตร มีขนปกคลุม กลีบดอกห้อยลง มี ๖ กลีบ แบ่งเป็น ๒ ชั้น ชั้นละ ๓ กลีบ ชั้นนอกรูปแคบยาว ปลายเรียวแหลม ขอบกลีบมักจะม้วนหรืออยากเป็นคลื่น ยาว ๕-๘.๕ เซนติเมตร กลีบชั้นในสั้นกว่าเล็กน้อย เกสรเพศผู้และรังไข่มีจำนวนมาก ผลเป็นผลกลุ่มมี ๔-๑๒ ผลย่อย ผลย่อยรูปยาวรี กว้างราว ๑ เซนติเมตร ยาว ๒.๕ เซนติเมตร มีก้านยาว ๑.๓-๒ เซนติเมตร มีสีเขียวเข้มเมื่อแก่เป็นสีดำ เมื่อกลั่นกลีบดอกแรกแย้มด้วยไอน้ำจะได้น้ำมันระเหยระเหยง่าย เรียก น้ำมันดอกกระดังงา (ylang-ylang oil) กลีบดอกลนไฟใช้อบน้ำให้หอม (น้ำดอกไม้) สำหรับใช้เป็นน้ำกระสายยา ดอกแห้งผสมกับดอกไม้หอมอื่นๆสำหรับทำบุหงา ดอกกระดังงามีกลิ่นหอมเย็น ใช้ปรุงยาแก้ลมวิงเวียน ชูกำลัง ทำให้หัวใจชุ่มชื่น แก้อ่อนเพลีย กระหายน้ำ แพทย์แผนไทยจัดเป็นเครื่องยาอย่างหนึ่งในพิกัดเกสรทั้ง๗ และเกสรทั้ง ๙ ตำราสรรพคุณยาโบราณว่า เปลือกต้นมีรสฝาด เป็นยาขับปัสสาวะ แก้ปัสสาวะพิการ แก้ท้องเสีย นอกจากนั้นเนื้อไม้มีรสขมฝาด ใช้เป็นยาขับปัสสาวะและแก้ปัสสาวะพิการเช่นกัน
กระดังงาสงขลา
กระดังงาสงขลา หรือ กระดังงาเบา มีชื่อพฤกษศาสตร์ว่า Canaaga odorata Hook.f.&Th var. fruticosa (Craib) J.Sincl. ในวงศ์ Annonaceae
 เป็นไม้พุ่มสูง ๑-๓ เมตร แตกกิ่งเป็นพุ่มกลม ใบและดอกคล้ายต้นกระดังงามาก ต่างกันที่กระดังงาสงขลาเป็นไม้พุ่ม ใบสั้นกว่า ดอกออกเดี่ยวๆ บนกิ่งด้านตรงข้ามกับใบ กลีบเลี้ยงรูปไข่ ปลายแหลม กลีบดอกมี ๑๕-๒๔ กลีบ ยาว เรียว บิด และเป็นคลื่นมากกว่าดอกกระดังงา กลีบชั้นนอกยาวและใหญ่กว่ากลีบชั้นใน พืชชนิดนี้เป็นพืชถิ่นเดียวและพืชหายาก (ในธรรมชาติ) ของประเทศไทย พบครั้งแรกที่บ้านจะโหนง อำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา เป็นพืชที่ขยายพันธุ์ง่ายออกดอกได้เกือบตลอดปี นิยมปลูกเป็นไม้ประดับ
ดอกลำเจียก
ดอกลำเจียกเป็นช่อของดอกลำเจียก (Screw pine) อันมีชื่อพฤษศาสตร์ว่า Pandanus odoratissimus L.f. ในวงศ์ Pandanaceae พืชชนิดพืชนี้ดอกเพศผู้และดอกเพศเมียอยู่ต่างต้นกัน ต้นที่มีดอกเพศผู้เรียก ลำเจียก ส่วนต้นที่มีดอกเพศเมีย เรียก เตย หรือเตยทะเล มีผู้ตั้งชื่อต้นที่มีดอกตัวเมียเป็นพืชชนิดหนึ่งโดยให้ชื่อพฤกษศาสตร์ว่า Pandanus tectorius Sol. ex Parkinson พืชชนิดนี้เป็นไม้พุ่ม สูง ๕-๖ เมตร ลำต้นสีนวลหรือสีน้ำตาลอ่อน มีหนามแหลมสั้นๆ กระจายอยู่ทั่วไป โคนต้นมีรากค้ำจำนวนมาก ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงเวียนสลับเป็น ๓ เ

13

สมุนไพรชะมดต้น
ชะมดต้นเป็นพืช
อันมีชื่อพฤกษศาสตร์ว่า Abelmoschus moschatus Medik subsp moschatus
จัดอยู่ในตระกูล Malvacaea
ราษฎรบางถิ่นเรียก ฝ้ายผีก็มี  มีชื่อสามัญว่า musk   mallow หรือ  Abel  muskพืชประเภทนี้เป็นไม้ล้มลุก อายุปีเดียว ลำต้นตั้งชัน แตกกิ่งบางส่วนอาจสูงได้ถึง  ๒  เมตร ใบเป็นใบผู้เดียวเรียงสลับกัน รูปหัวใจปนรูปไข่ โคนใบเว้า ขอบใบเว้าเป็น ๓-๕  แฉก ใบที่ปลายยอดจะเล็ก แฉกลึกและแคบกว่าใบที่อยู่ใกล้โคนต้น ผิวใบมีขนรูปดาวทั้งยัง ๒ ด้าน ก้านใบยาว ดอกมักออกคนเดียวๆตามซอกใบ สมุนไพร ดอกใหญ่มีกลีบเลี้ยง ๕  กลีบ เชื่อมชิดกันบนหลอด ปลายแยกเป็น  ๕  แฉก กลีบดอกเป็น  ๕  กลีบ เชื่อมชิดกันที่โคน สีเหลืองสด โคนกลีบสีแดงเข้ม เกสรเพศผู้มีจำนวนไม่น้อย เชื่อมติดกันเป็นท่อยาว   รังไข่อยู่เหนือวงกลีบ มี ๕ ช่อง ก้านเกสรเพศเมียยาวแทงพ่นท่อเกสรเพศผู้ ปลายแยกเป็น  ๕  แฉก ผลเป็นฝัก แตกได้ รูปรีแกมรูปไข่ เป็นเฟืองตามยาว ปลายเรียวแหลม ยาว  ๖.๓-๗.๕  ซม. ด้านในฝักมี  ๕  ช่อง แต่ละช่องมีเมล็ดไม่น้อยเลยทีเดียว เมล็ดรูปไต มีกลิ่นฉุน หมอแผนไทยเรียกพืชจำพวกนี้ว่า “เทียนฉมต” หรือ“เทียนชะมด”   มีชื่อสามัญด้านการค้าว่า Ambrette seed หรือ Grains d’Ambrette ใช้เป็นยาแก้เสมหะรวมทั้งดีพิการ แก้ลมให้คลื่นไส้ (ขับลม) เป็ยยาเย็น บำรุงธาตุ ยาบำรุง แก้อาการเกร็ง เมื่อเอามาบดกับนมใช้ทาแก้หิดหรือแก้คันได้ ถ้าเกิดเอาเมล็ดมาบดจะได้กลิ่นราวกับเหมือนกลิ่นชะมดเช็ด ผงเทียนชะมดใช้โรยในตู้สำหรับเก็บเสื้อผ้า เพื่อกันไม่ให้แมงมากินเสิ้อผ้าแล้วก็ทำให้เสื้อผ้ามีกลิ่นหอมหวน ทั้งใช้ผสมทำบุหงา น้ำมันที่ระเหยง่ายที่ได้จากการกลั่นเทียนชะมดที่ใช้ปรุงน้ำหอมให้กลิ่นคงทนถาวร
 
ประโยชน์ทางยา
ชะมดเช็ด (civet) เป็นเครื่องยาที่มีกลิ่นหอมหวน ได้จากเมือกของไขของตัวชะมดเช็ดหมดทั้งตัวผู้และก็ตัวเมีย ที่ถูไว้ตามไม้ที่ปักให้หรือที่ซี่กรงที่ขังสัตว์ไว้
แบบเรียนสรรพคุณยาโบราณ ชะมดเช็ด มีกลิ่นหอมฉุน ใช้เป็นยาบำรุงใจให้ชุ่มชื่นกระชุ่มกระชวย เป็นยาชูกำลัง ใช้เป็นเครื่องหอมนอกเหนือจากนั้นยังคงใช้เป็นตัวทำให้น้ำหอมอยู่ทน (fixative) ด้วย ก่อนนำชะมดเช็ดมาใช้ แพทย์แผนไทยมักฆ่าฤทธิ์ก่อน โดยผสมกับหัวหอมเล็กหรือผิวมะกรูดที่หั่นให้เป็นฝอยละเอียด ใส่ลงไปในช้าพลูหรือช้อนเงิน   นำไป ลนลานไฟเทียนจนกระทั่งชะมดนั้นละลาย และก็มีกลิ่นหอมหวนดีแล้วก็เลยกรองเอาน้ำมันชะมดไปใช้เป็นยาถัดไป ชะมดจำพวกอื่นๆที่ให้  “ชะมดเช็ด”ชะมดเช็ดที่ใช้ในยาไทยนั้น ยังอาจได้จากชะมดจำพวกอื่นๆในตระกูล  Viverridae   ที่เจอในประเทศไทยอีก ๒ ชนิด คือ
๑.ชะมดชนิดแผงหางบ้อง
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Viverra  zibetha Linnaeus
มีชื่อสามัญว่า large Indian civet
เป็นชะมดที่มีขนาดใหญ่ที่สุด ขนาดวัดจากจมูกถึงปลายหางราว ๗๕-๘๕  เซนติเมตร หางยาว ๓๕-๔๕  เซนติเมตร น้ำหนักตัว ๘-๙ โล พื้นลำตัวมีสีเทาหรือสีน้ำตาล เหลือง มีจุดดำกระจัดกระจายอยู่ทั่วๆไป ข้างคอมีแถบดำ ๓ แถบ แล้วก็แถบขาว  ๒  แถบ พาดผ่านจากไหล่ ๒ ข้าง มีลายดำเป็นเส้นยาวไปถึงโคนหาง ตรงกลางภายหลังจากหัวถึงโคนหางมีขนสีดำตั้ง หางมีลายเป็นบ้อง มีขาวสลับดำ  ๕-๗  ปล้อง ปลายหางสีดำ ปลายเท้าสีน้ำตาลไหม้ เล็บหดกลับได้ครึ่งเดียวชะมดแผงหางข้อเป็นสัตว์ที่ทำมาหากินในช่วงกลางคืน และชอบอยู่ตามลำพังคนเดียวในป่าทึบ ปีนต้นไม้เก่ง แม้กระนั้นพบมากอยู่บนพื้นดินมากยิ่งกว่าบนต้นไม้ ช่วงกลางวันหลบนอนในที่ป่าทึบหรือในโพรงดิน ต่อมกลิ่นอยู่ที่บริเวณตูด ใกล้โคนหาง จะขัดของเหลวจากต่อมนี้กับต้นไม้ เพื่อแสดงเขตแดนรวมทั้งติดต่อสื่อสารระหว่างกัน โดยยิ่งไปกว่านั้นในฤดูผสมพันธุ์กลิ่นดังที่กล่าวมาแล้วจะแรงมาก เป็นสัตว์ค่อนข้างจะขวยเขิน  มักวิ่งหลบหนีมากกว่าจะต่อสู้กับศัตรูชะมดแผงหางข้อโตสุดกำลังเมื่อแก่ราว  ๒  ปี ผสมพันธุ์ได้ตลอดทั้งปี มีท้องนาน  ๖๐-๗๒  วัน ออกลูกครั้งละ  ๒-๔  ตัว แก่ถึงราว  ๑๐  ปี กินสัตว์เล็กๆเช่น หนู งู  นก แมลงแล้วก็ไข่แมลง ผลไม้รวมทั้งหน่อไม้ลางประเภทเป็นของกินพบในประเทศประเทศอินเดีย พม่า จีนตอนใต้ ลาว  เวียดนาม กัมพูชา รวมทั้งทุกภาคของไทย โดยเฉพาะภาคใต้
๒.ชะมดแผงสันหางดำ
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า  Viverra  magaspila Blyth (ชื่อพ้อง Viverra  civettina  Blyth)
มีชื่อสามัญว่า  large – spotted  civet
เป็นชะมดขนาดใหญ่   ขนาดวัดจากปลายจมูกถึงโคนหางยาว  ๗๒-๘๕ ซม. หางยาว  ๓๐-๓๗ ซม. น้ำหนักตัว  ๘-๙  กก. พื้นตัวสีเนื้อคละเคล้าเทา มีจุดดำขนาดใหญ่ที่ข้างลำตัว สีข้าง รวมทั้งต้นขา ขาสี่ดำ มีขนเป็นสันสีดำจากคอถึงหาง ปลายหางสีดำ จากกลางหางถึงโคนหางมีบ้องสีดำ  ๔-๕  ปล้อง หน้าออกจะยาว ตีนสีน้ำตาลแก่   หางสั้น ขายาว ต่อมกลิ่นอยู่ที่บริเวณตูด ใกล้โคนหาง จะขัดของเหลวจากต่อมนี้ถึงต้นไม้ เพื่อแสดงขอบเขตแล้วก็ติดต่อและทำการสื่อสารระหว่างกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในฤดูผสมพันธุ์ กลิ่นดังกล่าวข้างต้นจะแรงมาก ชะมดแผงสันหางดำถูกใจอาศัยอยู่บริเวณป่าทึบเกลื่อนกลาดๆออกหากินตัวเดียว ชอบออกหากินตอนค่ำคืน กลางวันนอนซ่อนตัวรอบๆตามป่าทึบหรือตามทุ่งที่มีต้นไม้ขึ้นรกๆการสืบเผ่าพันธุ์แล้วก็ของกินหากินที่เสมือนชะมดแผงหางบ้อง พบในประเทศไทย เมียนมาร์ ลาว  เวียดนาม เขมรและในทุกภาคของไทย

14

สมุนไพรอำพัน
อำพันเป็นซันแข็งที่ได้จากซากดึกดำบรรพ์ของสนโบราณสมัยก่อนประวัติศาสตร์
อันมีชื่อพฤกษศาสตร์ว่า  Pinus  succinifera Conw.
ในตระกูลPinaceae

มีชื่อสามัญว่า  amber
มีชื่อเรียกในภาษากรีกว่า electron (เนื่องจากว่าเมื่อเอาอำพันมาถูกับไหมจะได้ไฟฟ้าสถิต) อันเป็นที่มาของคำว่า  electricity  ในภาษาอังกฤษ ที่แปลว่ากระแสไฟฟ้า สมุนไพร หมอแผนไทยใช้อำพันปรุงเป็นยาแก้โรคนอนไม่หลับ  ร้อนใจ  ขี้ลืม จงมายากลนี  ๑  พิกุล  ๑  สาระภี  ๑  มะลิ  ๑  สัตบุศย์  ๑  สัตตบขี้เหนียว ๑  กรุงเขมา  ๑  อำพัน  ๑  ชะมดเชียง  ๑  พิมเสน  ๑  ยาดังนี้เอาส่วนเท่ากัน  บดปั้นแท่งไว้  ละลายน้ำดอกไม้ เมื่อจะรับประทานให้แชกน้ำตาลกรวดแก้พิษกลุ้มในอกในทรวงให้สวิงสวายให้หิวโหยหากำลังมิได้กินหายแล

Tags : สมุนไพร

15

หมีที่พบในประเทศไทย
๑. หมีควาย
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Selenarctos  thibetanus (G. Cuvier)
มีชื่อพ้อง Ursus  thibetanus  G. Cuvier
ชื่อสามัญว่า Asiatic black  bear
ขนาดวัดจากปลายจมูกถึงโคนหางยาว ๑.๒๐-๑.๕๐ เมตร หางยาว ๖.๕-๑๐ ซม. น้ำหนักตัว ๖๐-๑๐๐ โล หัวค่อนข้างแบน แคบ ปากยาวกว่าหมีสุนัข ขนรอบจมูก คาง แล้วก็บริเวณเหนือตามีสีขาว ใบหูใหญ่ ขอบกลมมน ตามลำตัวมีขนยาวสีดำ ทรวงอกมีขนสีขาวรูปตัววี  (V)  แต่ละขามี ๕ นิ้ว มีเล็บขนาดใหญ่โค้ง ปลายแหลม   ไม่หดกลับ หมีควายชอบออกหากินเพียงลำพังในยามค่ำคืน  นอกจากในฤดูผสมพันธุ์  ช่วงกลางวันมักซ่อนอยู่ในโพรงดิน ตามโคลนรากของต้นไม้ใหญ่หรือตามโพรงหิน ลางครั้งออกมาหากินผลไม้สุกหรือรวงผึ้งในตอนกลางวัน ปีนต้นไม้เก่ง เดินด้วยขาทั้งยัง ๔ ข้าง เมื่อสู้กับศัตรูจะยืนด้วยขาหลังทั้งคู่ขา แล้วก็ใช้ฝ่าตีนของขาหน้าตะปบศัตรู  ของกินที่รับประทานคือผลไม้ น้ำผึ้ง กวาง เก้ง หมูป่า ปลา หมีควายโตเต็มวัยพร้อมผสมพันธุ์เมื่ออายุราว ๓ ปี ตั้งครรภ์นาน ๗-๘ เดือน  คลอดลูกทีละ ๑-๒ ตัว คลอดในถ้ำ หรือในโพรงไม้   อายุยืนราว ๓๐ ปี พบในทุกภาคของไทย ในต่างแดนเจอที่กัมพูชา เวียดนาม ประเทศปากีสถาน อินเดีย เนปาล ทิเบต ประเทศเกาหลี  จีน  ญี่ปุ่น ไต้หวัน
๒. หมีสุนัข
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Helarctos  malayanus  (Raffles)
มีชื่อพ้อง  Ursus  malayanus  Raffles
ชื่อสามัญว่า  Malayan  sun  bear
หมีคน ก็เรียกเป็นหมีชนิดที่มีขนาดเล็กที่สุดในโลก ขนาดวัดจากปลายจมูกถึงโคนหางยาว ๑-๑.๔๐ เมตร  หางยาว ๓-๕ ซม. น้ำหนักตัว ๓๐-๔๐กก. หัวกลม   ปากสั้น ตามลำตัวมีขนยาวสีดำ อกมีขนสีขาวหรือสีขาวอมเหลืองเป็นรูปตัวยู (U) แต่ละขามี ๕ นิ้ว มีเล็บขนาดใหญ่ โค้ง ปลายแหลม ไม่หดกลับ มีเต้านม ๔ เต้ารอบๆทรวงอกและท้อง หมีหมาถูกใจออกหากินเป็นคู่ในช่วงเวลาค่ำคืน   ลางครั้งพบในเวลากลางวันบ้าง ปีนต้นไม้ได้แคล่วคล่อง สร้างรังนอนโดยดึงก้านไม้ กาบไม้   มาวางไว้ใต้ท้อง   แล้วปล่อยขาแขวนคร่อมกิ่งไม้ไว้ โดยเอาคางเกยไว้ตรงง่ามไม้   ยืนด้วย ๒ ขาได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่ออยากได้มองดูในระยะไกลหรือมองหาศัตรู เวลาเข้าทำร้ายจะส่งเสียงร้องราวกับหมา อาหารที่กินเป็นพวกผลไม้ แมลง ผึ้ง ปลวก ใบไม้ สัตว์ขนาดเล็ก หมีหมาโตเต็มวัยพร้อมสืบพันธุ์เมื่ออายุราว ๓-๕ ปี ท้องนานราว ๙๕ วัน คลอดลูกทีละ ๑-๒ ตัว อายุยืนราว ๒๐ ปี เจอในทุกภาคของไทย  แม้กระนั้นพบบ่อยมากมายทางภาคใต้ ในเมืองนอกพบที่ลาว เขมร เวียดนาม ประเทศพม่า บังกลาเทศ   จีน   มาเลเชีย และอินโดนีเชีย
ดีหมีในยาจีน
ดีหมีเป็นเครื่องยาอย่างหนึ่งที่ใช้ในยาจีน แพงแพงมากมายรวมทั้งหายาก เครื่องยานี้มีชื่อภาษาละตินตามตำรายาว่า Fel  Ursi มีชื่อสามัญว่า bear  gall  จีนเรียก สงต่าน  (สำเนียงแมนดาริน) ได้จากถุงน้ำดีของหมี ๒ ชนิดหมายถึงหมีควาย Selenarctos  thibetanus (G. Cuvier) แล้วก็หมีสีน้ำตาล หรือ brown bear (Ursus  arctos  Linnaeus) วงศ์ Ursidae ประเภทข้างหลังไม่พบในธรรมชาติในประเทศไทย ดีหมีที่ได้จากเขตยูนนาน จำนวนมากเป็นดีของหมีควาย จัดเป็นดีหมีที่มีคุณภาพเยี่ยมที่สุด ในทางกิจการค้า เรียก อวิ๋นต่าน  (ดีจากยูนนาน) แม้กระนั้นดีหมีที่มีขายในท้องตลาดอยากได้จากหมีที่พบทางภาคอีสานของจีน โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณเฮย์หลงเจียงและก็เขตจี๋หลิน ส่วนมากได้จากหมีสีน้ำตาล ในทางการค้าขายเรียก ตงต่าน  (ดีจากภาคทิศตะวันออก) ซึ่งมีปริมาณมากกว่า
ลักษณะของดีหมี
ดีหมีแห้งมีรูปร่างกลม ยาวรูปไข่  ส่วนบนเรียวแล้วก็กลวง ข้างล่างเป็นถุงใหญ่  ยาว ๑๐-๒๐ เซนติเมตร  กว้าง ๕-๑๐ เซนติเมตร (ส่วนล่าง) ผิวนอกสีน้ำตาลอมเทา สีน้ำตาลอมดำ หรือสีเหลืองอมสีน้ำตาล เป็นเงาเล็กน้อย ส่วนบนใส มองได้แทบทะลุผิวบางรวมทั้งย่นย่อ เมื่อฉีกให้ขาดจะมองเห็นเป็นเส้นใย ในถุงน้ำดีมีน้ำดีที่แห้งแล้วเป็นก้อนหรือเป็นเม็ด บางทีก็เป็นผงหรือก้อนเหนียวๆสีเหลืองทอง เป็นมันเงา เปราะ ดีหมีที่มีสีเหลืองทองคำเหมือนสีอำพัน เนื้อบาง เปราะ เป็นมันเงา มักเรียก ดีหมีสีทอง หรือ ดีหมีสีทองแดง ประเภททีมีสีดำหรือสีเขียวอมดำ แข็ง มีลักษณะเป็นแผ่น มักเรียก ดีหมีสีดำ  หรือ ดีหมีสีเหล็ก ส่วนชนิดที่มีสีเขียวอมเหลืองเนื้อเปราะ มักเรียก ดีหมีสีกะหล่ำดอกเมื่อเรียกลอง  ดีหมีมีรสขมก่อน ต่อมาจะรู้สึกหวาน กลิ่นหอมหวนเย็นๆหรือ คาวนิดหน่อย อมในปากจะละลายจนถึงหมด ดีหมีที่มีคุณภาพดีต้องมีรสขม  เย็น ไม่ติดฟัน  ก้อนน้ำดีสีเหลืองทองคำเป็นมันเงา รสขมตอนแรก  แล้วหวานตามหลัง
ของแท้หรือของเก๊
เพราะว่าดีหมีเป็นเครื่องยาที่หายาก ก็เลยมีของที่ไม่ใช่ของจริงขายมากมายในหลายต้นแบบ ดังเช่นว่า เลียนแบบด้วยดีหมู ดีวัว หรือดีแกะ แต่ว่าอาจตรวจดูดีหมีแท้ได้ด้วยวิธีการดังต่อไปนี้
๑. ขั้นตอนการตรวจทางกายภาพ บางทีอาจทำได้ด้วยการดูลักษณะทั่วไปด้านนอก และก็ผิวและรูปร่าง ตรวจดูรูเปิดของถุงน้ำดีรวมทั้งรอบๆที่ผูก มองปริมาณของน้ำดีแห้ง (ถ้าหากมีมากและก็เต็มบางทีอาจเป็นของเลียนแบบ) ตรวจดูน้ำหนักของดี (หากมีน้ำหนักมากจนเกินไป บางทีอาจเป็นของคละเคล้าปลอมด้วยโลหะลางดังเช่นตะกั่ว หรือเหล็กผสมทราย) ตรวจด้วยการเอาผงดีหมีเล็กน้อยวางบนนิ้วชี้ หยดน้ำลงไป ๑ หยด แล้วขยี้ด้วยนิ้วโป้งมือ (ถ้าหากเป็นของแท้จะมีกลิ่นหอมสดชื่นเย็น) น้ำดีที่เป็นของแท้จะเปราะ แตกง่าย ได้ผลึกรูปหลายเหลี่ยม   (แม้เป็นของเลียนแบบจะเหนียวและก็แข็ง ไม่เป็นเงา) แม้กระนั้น ขั้นตอนการนี้จึงควรอาศัยประสบการณ์รวมทั้งความชำนิชำนาญมาก
๒. แนวทางเผาไฟ เอาเข็มเขี่ยๆผงดีหมีน้อย   เผาไฟ แม้เป็นของแท้จะปุดเป็นฟอง  แต่ว่าหากเป็นของเลียนแบบจะติดไฟหรือเยิ้มเหลว หรืออาจมีปุดเป็นฟองแต่มีกลิ่นไม่ปรารถนา
๓. วิธีตรวจด้วยน้ำ เติมน้ำลงในถ้วยน้ำ ความจุราว ๓ ใน ๔ แก้ว เอาเกล็ดดีหมีบางส่วนใส่ลงเบาๆบนผิวน้ำ เกล็ดดีหมีนั้นจะหมุนอย่างเร็วชั่วครู่หนึ่ง ขณะหมุนอยู่ก็จะละลายไปเรื่อยแล้วจมลงในน้ำ ทำให้เห็นเป็น “เส้นเหลือง” ลงสู่ก้นแก้ว เส้นเหลืองนี้ดำรงอยู่ยาวนานกว่าจะหายไป ถ้าเกิดที่ผิวน้ำมีฝุ่นผงบางส่วนเมื่อใส่เกล็ดดีหมีลงบนผิวน้ำ   ผงดีหมีจะหมุนอย่างรวดเร็วและก็ผลักฝุ่นที่ผิวน้ำให้กระจายออก นอกจากนั้น วิธีนี้ยังคงบางทีอาจใช้เหล้าขาวแทนน้ำ จะเกิดเส้นเหลืองให้เห็นเหมือนกัน
๔. วิธีตรวจทางเคมี ทำได้โดยตรวจสาระสำคัญในดีหมีซึ่งไม่พบในดีของสัตว์อื่น คือ กรดเอ้อร์โซเดสออกศสิวัวลิก (ursodesoxycholic acid)  ตัวอย่างเช่น ด้วยวิธีรงคเลขผิวบาง  (thin-layered  chromatography) หรือด้วยแนวทางรงคเลขของเหลวความสามารถสูง  (high  performance  liquid  chromatography  หรือ  HPLC)

สรรพคุณรวมทั้งขนาดที่ใช้
แบบเรียนจีนว่า ดีหมีมีรสขม ฤทธิ์เย็น ใช้เป็นยาลดไข้ แก้อาการชัก บำรุงสายตา ใช้เป็นยาเจริญอาหารและยาชดเชยน้ำดี เป็นยาช่วยชีวิตผู้เจ็บป่วยที่หมดสติเพราะไข้สูง ใช้หยอดตา ทาหัวริดสีดวงทวารหนักที่กระตุ้นให้เกิดลักษณะของการปวดบวม ใช้รับประทานเป็นยาแก้โรคตับอักเสบ โรคความดันโลหิตสูง โรคบิดเรื้อรัง ใช้ครั้งละ ๐.๖-๑.๕ กรัม   โดยชงน้ำ   หรือทำเป็นยาลูกกลอนก็ได้ หรือใช้ละลายน้ำนิดหน่อยเป็นยาทา หรือใช้ทำเป็นยาตาก็ได้
คุณประโยชน์ทางยา
แพทย์แผนไทยใช้ดีหมีเป็นทั้งเครื่องยาและก็กระสายยา ตำราเรียนคุณประโยชน์ยาโบราณว่าดีหมีมีรสขม หวาน มีสรรพคุณดับพิษร้อนภายใน แก้พิษเพ้อคลั่ง สติลอย ตาเหม่อ บำรุงน้ำดี ขับรถยาให้แล่นทั่วตัว ใช้ดีหมีเป็นยากระจายเลือดลิ่มสำหรับบุคคลที่ซ้ำซอกเนื่องจากตกต้นไม้หรือตกจากที่สูง หรือถูกของแข็งชน ทำให้บวมช้ำ นอกเหนือจากดีหมีแล้ว หมอแผนไทยยังรู้จักใช้ “เขี้ยวหมี” เป็นเครื่องยาในตำรับยาหลายขนาน เป็นต้นว่า ยาปรับปรุงขนานหนึ่งใน พระตำรามหาโชตรัต ดังต่อไปนี้ สิทธิการิยะ หากผู้ใดกันเปนไข้แลให้ร้อนข้างในให้อยากน้ำนัก แลตัวคนเจ็บนั้นให้แข็งกระด้างราวกับขอนไม้แลท่อนฟืน ให้ตัวนั้นเปนเหน็บชาไปทั่วอีกทั้งกายหยิกไม่เจ็บ ท่านว่ากำเนิดรอยดำภายในแลให้ปากแห้งคอแห้งผากฟันแห้งนมทุกข์ใจให้เปนต่างๆนั้น   ท่านว่ารอยดำผุดออกยังไม่สิ้นยังอยู่ในหัวใจนั้น   ถ้าหากจะแก้ให้เอารากกะตังบาย ๑   จันทน์อีกทั้ง ๒   สนเทศ ๑   ท้อถอยม ๑   มองดูท้องนาศ ๑   รากแตงรุนแรง ๑   รากหมูปล่อย ๑   หัวมหากาฬ ๑   หัวกะรุ่งเช้าผีมด ๑   รากไคร้เครือ ๑   ใบยับยั้ง ๑   ใบภิมเสน ๑   ใบเฉียงพร้าหอม ๑   ใบทองพันชั่ง ๑   เขากวาง ๑   งา ๑   เขี้ยวเสือ ๑   เขี้ยวหมี ๑   เขี้ยวตะไข้ ๑   เขี้ยวหมูป่า ๑   เขี้ยวแรด ๑   ฟันกรามพญานาค ๑   เขี้ยวปลาพยูน ๑   เกสรดอกบัวน้ำอีกทั้ง ๗   ผลสมอพิเภก ๑   เทียนดำ ๑   ใบสเดา ๑   เปลือกไข่เป็ดสด ๑   ผลจันทน์ ๑   ดอกจันทน์ ๑   สมอไทย ๑   รากมะรุมบ้าน ๑   รวมยาทั้งนี้เอาเท่าเทียม   ทำผง   แล้วจึงบดปั้นแท่งไว้   ฝนด้วยน้ำดอกไม้   ทั้งยังกินอีกทั้งพ่น   แก้สรรพไข้ทุกอันดังที่กล่าวถึงแล้วมานั้น   หายแล อนึ่ง “เขี้ยวหมี”   เป็นเครื่องยาอย่างหนึ่งในพิกัดยาไทยที่เรียก “นวเขี้ยว”   หรือ “เนาวเขี้ยว”   ดังเช่น   เขี้ยวหมูป่า   เขี้ยวหมี   เขี้ยวเสือ   เขี้ยวแรด   เขี้ยวสุนัขป่า   เขี้ยวปลาพะยูน   เขี้ยวตะไข้  เขี้ยวเลียงเขาหิน   รวมทั้งงาช้าง

หน้า: [1] 2