แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Messages - siritidaphon

หน้า: [1] 2 3 ... 5
1
สูตรลับผิวขาวกระจ่างใส ใครๆก็ทำได้ เราคงจะปฏิเสธกันไม่ได้ใช่ไหมคะ ว่าผิวที่ดูขาวกระจ่างใสนั้นเป็นเทรนด์ที่นิยมตลอดกาลสำหรับประเทศไทยจริงๆ

ไม่ว่าจะเลือกเสื้อผ้าให้เข้าชุดกันก็ง่าย การเป็นจุดดึงดูดความสนใจต่อเพศตรงข้าม รวมถึงการสร้างความประทับใจแรกพบต่อการสมัครงานด้วย ทั้งที่แดดบ้านเราก็พร้อมจะแผดเผาให้ผิวไหม้เกรียมได้ตลอดเวลา แต่การดูแลผิวให้ขาวใสนั้นไม่ยากเลยค่ะ ด้วยวิธีที่เป็นธรรมชาติและสามารถปฏิบัติได้ทุกวัน

หลีกเลี่ยงแสงแดดให้มากที่สุด

การสวมเสื้อผ้าที่ปกปิดร่างกาย กางร่มกันแดด หรือการเดินหลบแสงแดดตามใต้อาคาร ต่างก็เป็นตัวเลือกที่ดีทุกวิธีค่ะ เนื่องจากรังสียูวีเป็นตัวการสำคัญที่ทำร้ายผิวเราได้รุนแรงที่สุด โดยเฉพาะในช่วงเวลาตั้งแต่ 10.00 – 15.00 น. ของบ้านเรานั้น มีค่ารังสียูวีสูงที่สุดหากเปรียบเทียบกับช่วงเวลาอื่น ดังนั้นจึงควรหาวิธีหลีกเลี่ยงที่จะรับแสงแดดโดยตรง

หลีกเลี่ยงแสงแดดให้มากที่สุด

ใช้ครีมกันแดดทุกครั้งก่อนออกจากบ้าน

ในเมื่อบ้านเราเป็นเมืองร้อนและยากที่จะหลบเลี่ยงแล้ว ครีมกันแดดเป็นอีกวิธีหนึ่งที่ช่วยป้องกันรังสียูวีมาทำลายผิวเราให้คล้ำเสีย ควรเลือกครีมกันแดดที่มีค่า SPF 30 ขึ้นไป ค่า PA+++ และมีส่วนผสมของสารกันแดดที่เสถียรพอสมควรด้วย ครีมกันแดดนั้นถึงจะมีประสิทธิภาพป้องกันแสงแดดได้เป็นอย่างดี เช่น สารไททาเนียมไดออกไซด์ ซิงค์ออกไซด์ โดยทาซ้ำทุกชั่วโมงเมื่ออยู่ในที่ที่มีแดดจัดหรือว่ามีเหงื่อออกจำนวนมาก จะช่วยให้ผิวเราไม่ไหม้และดูแก่ก่อนวัย

ใช้ครีมกันแดดทุกครั้งก่อนออกจากบ้าน

ทาโลชั่นไวท์เทนนิ่งอย่างสม่ำเสมอ เป็นวิธีดูแลผิวให้ขาวที่ดีวิธีหนึ่ง

เลือกโลชั่นที่มีส่วนผสมของสารบำรุงช่วยให้ผิวขาวขึ้น เช่น วิตามินบีสามหรือไนอาซินาไมด์ วิตามินซี วิตามินอี โคเอนไซม์คิวเท็น อัลฟาอาร์บูติน สารสกัดจากเปลือกสน และสารสกัดจากธรรมชาติต่างๆ โดยใช้ปริมาณที่มากพอสำหรับพื้นที่ผิวแต่ละส่วน เพื่อการดูดซับสารบำรุงแล้วนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง แต่เราไม่ควรทาครีมที่ช่วยผลัดเซลล์ผิวในเวลากลางวัน ตัวอย่างเช่น กรดผลไม้หรือที่เรียกกันว่า AHA เนื่องจากจะทำให้ผิวไวต่อแสงแล้วเป็นผลเสียมากกว่าผลดีค่ะ

ทาโลชั่นไวท์เทนนิ่งอย่างสม่ำเสมอ เป็นวิธีดูแลผิวให้ขาวที่ดีวิธีหนึ่ง

ขัดผิวด้วยสมุนไพรธรรมชาติ อีก 1 สูตรลับผิวขาวกระจ่างใส

มะขามเปียก ขมิ้นชัน และนมสด เป็นของธรรมชาติที่ช่วยขัดขี้ไคลและผลัดเซลล์ผิวให้ขาวขึ้น นำส่วนผสมมาคลุกเคล้าในภาชนะกระเบื้องหรือแก้ว ห้ามใช้พลาสติกอย่างเด็ดขาด เนื่องจากจะทำปฏิกิริยากับพลาสติกแล้วเป็นพิษได้ สูตรนี้ประยุกต์มาจากตำรับชาววัง แต่สามารถหาได้ง่ายตามทั่วไป เมื่อส่วนผสมเป็นเนื้อเดียวกันแล้วให้ขัดพอกที่ผิว เน้นตรงบริเวณซอกหลืบ ทาทิ้งไว้ 5 – 10 นาที จนรู้สึกว่าสมุนไพรแห้งหมาดๆ แล้วล้างออก ทำอย่างน้อยอาทิตย์ละครั้ง

ขัดผิวด้วยสมุนไพรธรรมชาติ อีกหนึ่งวิธีทำให้ผิวขาวเร็วขึ้น

ออกกำลังกายให้ผิวขาวอย่างถาวร

เรามักสังเกตเห็นว่า ผู้ที่ออกกำลังกายเป็นประจำจะดูหนุ่มสาวและมีผิวที่ใสดูอ่อนกว่าวัยมากกว่าผู้ที่ไม่ได้ออกกำลังกายเป็นประจำ นั่นเป็นเพราะว่าการออกกำลังช่วยให้ระบบโลหิตไหลเวียนดีขึ้น เร่งผลัดเซลล์ผิวที่ตายแล้ว ผิวจึงเปล่งปลั่ง ขาวใส ดูมีเลือดฝาด และได้สุขภาพที่ดีขึ้นอีกด้วย โดยลองสังเกตตัวเองง่ายๆ ค่ะ เมื่อออกกำลังกายจนอุณหภูมิในตัวสูงขึ้นและมีเหงื่อออก เราจะสามารถขัดขี้ไคลตามแขนขาได้ง่ายนั่นเอง

ผิวสวยจากภายในสู่ภายนอก

รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อผิว จำพวกวิตามินซี วิตามินอี คอลลาเจน เบต้าแคโรทีน ไบโอฟลาโวนอยด์ และสารต้านอนุมูลอิสระต่างๆ ซึ่งหาได้ง่ายจากอาหารบ้านเรา เช่น ปลาทะเล ผักสด ส้ม แครอท แตงโม มะละกอ มะเขือเทศ และผลไม้สด ช่วยให้ผิวค่อยๆ ขาวกระจ่างใสขึ้นจากภายในสู่ภายนอกได้อย่างเป็นธรรมชาติ


สูตรลับผิว ขาวใส อมชมพู เปิดเผยแล้ววันนี้ พร้อมเคล็ดลับบำรุงผิวให้ดูเนียนใส เต่งตึง ดูเพิ่มเติมได้ที่ https://www.beautysanta.com/ขาวใสวุฒิศักดิ์/

2
การเริ่มหัดทำอาหารสำหรับมือใหม่ ส่วนใหญ่มักจะได้ตำรา หรือ สูตรอาหาร มาจากอินเทอร์เน็ต ซึ่งขั้นตอนการทำก็ดูจะยากซะเหลือเกิน กว่าจะทำออกมาได้แต่ละเมนู แต่ถ้ามุ่งมั่นที่จะทำอาหารแล้วก็อย่าได้ท้อค่ะ วันนี้เราจึงได้รวมสูตรพร้อมวิธีทำมาให้เพื่อนๆ เพื่อความง่ายสำหรับมือใหม่หัดทำอาหาร

หากคุณเป็นคนชื่นชอบการทำอาหาร และมักที่จะหา สูตรอาหาร ใหม่ๆ เพื่อ นำมาฝึกพัฒนาฝีมืออยู่เสมอ
ไม่ว่าจะเป็นของคาว หรือของหวาน วันนี้เราจะขอนำเสนอเมนูอาหารทำง่ายที่บ้าน เหมาะสำหรับมือใหม่ที่กำลังหัดทำอาหารมากเลยค่ะ รับรองเลยว่าทุกเมนูนั้นจะต้องถูกใจคุณแน่นอน

1.ทอดมันข้าวโพดกุ้งสับ

ส่วนผสม

ข้าวโพดหวานต้มหั่นเป็นเม็ด 1 ถ้วย
แป้งสาลีอเนกประสงค์ 1 ถ้วย
ไข่ไก่ 1 ฟอง
กุ้งสับ 1/2 ถ้วย
พริกไทย 1 ช้อนชา
กระเทียมสับ 3 ช้อนโต๊ะ
รากผักชีสับ 3 ช้อนโต๊ะ
น้ำมันหอย 3 ช้อนโต๊ะ
ซีอิ๊วขาว 1 ช้อนโต๊ะ
น้ำมันสำหรับทอด
วิธีทำ

เริ่มกันที่เมนูง่ายๆ แบบกินเรียกน้ำย่อยกับเมนูนี้ค่ะ ทอดมันข้าวโพด อาหารที่เด็กกินได้ผู้ใหญ่กินดี เริ่มที่ใส่กุ้งสับลงไปคลุกกับกับข้าวโพด ซอสปรุงรส ซอสหอยนางรม น้ำตาลทราย กระเทียมสับ รากผักชีสับ และพริกไทย ผสมจนเข้ากันดีแล้ว เทแป้งสาลีอเนกประสงค์ลงไป ตามด้วยไข่ไก่ จะช่วยทำให้ทอดมันของเราเหนียวนุ่มมากยิ่งขึ้น ขั้นตอนสุดท้าย ปั้นทอดมันเป็นก้อนกลมๆ แล้วกดให้แบนเล็กน้อย ทอดในน้ำมันท่วมจนสุกเหลือง ตักมาพักให้สะเด็ดน้ำมัน จัดใส่จานทานพร้อมกับน้ำจิ้มบ๊วย

2.ไก่ทอดเกลือ

ส่วนผสม

ปีกบนไก่ 300 กรัม
แป้งสาลี 1/2 ถ้วย
เกลือป่น 1/2 ช้อนช
น้ำมันหอย 2 ช้อนโต๊ะ
ตะไคร้ซอยละเอียดยิบ 2 ช้อนโต๊ะ (สำหรับหมักไก่)
น้ำเปล่า 1/4 ถ้วย
ตะไคร้ซอย สำหรับทอดกรอบ
ใบมะกรูดซอย สำหรับทอดกรอบ
วิธีทำ

เป็นอีกหนึ่งเมนูที่สามารถกินได้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ค่ะ ยังเป็นเมนูที่เด็กหลายคนอาจชอบซะด้วย เรามาเริ่มวิธีการทำกันดีกว่าค่ะ ขั้นตอนแรกเราจะต้องนำปีกไก่ แป้งสาลี เกลือ น้ำมันหอย น้ำเปล่า และตะไคร้สับละเอียด คลุกให้เข้ากันเสียก่อนค่ะ ตั้งพักไว้ประมาณ 10-15 นาที นำใบมะกรูด และตะไคร้ที่เหลือมาทอดใส่น้ำมัน เพื่อเตรียมไว้เป็นเครื่องเคียงบนจานนั่นเอง จากนั้นนำไก่ที่เราหมักไว้ไปทอดในน้ำมันร้อนจัด รอจนไก่สุกเหลืองกรอบ หรือจะนำมากินคู่กับซอสพริกก็ยังได้

3.ฟักทองผัดไข่

ส่วนผสม

ฟักทองดิบหั่นชิ้น ประมาณ 200 กรัม
หมูชิ้น 30 กรัม
ไข่ไก่ 1 ฟอง
กระเทียม 2-3 กลีบ
โหระพาเด็ดเป็นใบ
น้ำมันพืชสำหรับผัด 2 ช้อนโต๊ะ
น้ำเปล่า 1/2 ถ้วย
ซีอิ๊วขาว 1 ช้อนโต๊ะ

วิธีทำ

เมนูนี้บอกเลยว่าไม่ยุ่งยากค่ะ เพียงแค่คุณหมั่นสังเกตฟักทองเท่านั้น รอดูแค่ว่าอย่าให้สุกจนเกินไป มาเริ่มกันที่นำกระเทียมสับเจียวในกระทะให้หอม ใส่หมูชิ้นตามลงไปผัด เมื่อหมูเริ่มสุกให้นำฟักทองเทลงไปผัดให้เข้ากันสักนิด แล้วปรุงรสด้วยซีอิ๊วขาว ผัดให้เข้ากัน เติมน้ำลงไปอีกสักนิด คลุกให้ทั่ว พอสังเกตได้ว่าฟักทองสุกประมานหนึ่งแล้ว ให้ตอกไข่ใส่ลงไป ผัดไข่ให้ทั่ว พอไข่และฟักทองสุกแล้ว น้ำจะงวดพอดี ใส่ใบโหระพาลงไปเพิ่มกลิ่นหอม เสร็จแล้วตักใส่จานได้พร้อมเสิร์ฟค่ะ

4.แกงส้มผักรวมกุ้งสด

ส่วนผสม

น้ำเปล่า 1 ถ้วย
น้ำพริกแกงส้ม 1 ช้อนโต๊ะ
น้ำปลา 1 ช้อนโต๊ะ
น้ำตาลปี๊บ 1 ช้อนชา
น้ำมะขามเปียก 2 ช้อนโต๊ะ
กุ้งสด ปอกเปลือกผ่าหลัง 100 กรัม
ถั่วฝักยาว ผักกาดขาว หรือผักตามชอบ
วิธีทำ

ขึ้นชื่อว่าแกงส้มแล้วคงเป็นเมนูยอดฮิตที่ใครๆ ก็คิดอยากจะทำ เราสามารถเลือกที่จะใส่ผักได้หลากหลายชนิด รวมถึงกุ้งสด หรือเนื้อปลาก็ยังได้ ว่าแล้วก็มาดูวิธีทำกันเลยค่ะ อันดับแรกใส่น้ำเปล่าลงในหม้อขนาดพอเหมาะ ตั้งเตาใช้ไฟแรงจนน้ำเดือด ใส่น้ำพริกแกงส้มลงในหม้อ คนผสมจนละลาย ตามด้วยน้ำปลา น้ำตาลปี๊บ น้ำมะขามเปียก คนให้ส่วนผสมทั้งหมดละลายเข้ากันดี ให้น้ำเดือดสักพัก ใส่กุ้งลงไปจนเริ่มสุก จากนั้นใส่ถั่วฝักยาว และผักกาดขาว คนผสมให้ผักถูกความร้อน ยกหม้อออกจากเตา เป็นอันเสร็จ พร้อมกินได้เลยค่ะ

5.ต้มยำกุ้ง

ส่วนผสม

กุ้งกุลาดำตัวใหญ่ หรือกุ้งแม่น้ำ
เห็ดฟางผ่าครึ่ง
พริกขี้หนู
ใบมะกรูดฉีกเอาก้านออก
ข่าหั่นแว่น
ตะไคร้ทุบแล้วหั่นท่อน
ผักชีโรยหน้า
น้ำพริกเผา 1 ช้อนชา
มะนาว 1 ลูก
กะทิ หรือนมข้นจืด 1/2 ถ้วย
น้ำตาล 1/2 ช้อนโต๊ะ
น้ำปลา 1 ช้อนโต๊ะ
เกลือ 1 หยิบมือ
น้ำซุป
วิธีทำ

เมนูอาหารที่ขึ้นชื่อของไทยต้องยกให้ ต้มยำกุ้งน้ำข้น ด้วยรสชาติแซ่บถึงใจ กับวัตถุดิบที่มีสรรพคุณบำรุงมากมายในชามเดียว เราเชื่อว่าเมนูนี้บางคนก็อาจเคยกางตำราเปิดดู สูตรอาหาร กันมาบ้างแล้ว มาดูขั้นตอนการทำกันเลยดีกว่าค่ะ แกะเปลือกกุ้ง ผ่าเส้นดำกลางหลังออก ล้างน้ำให้สะอาด นำเครื่องต้มยำ อย่างพริก ขิง ข่า ตะไคร้ ใบมะกรูด และเห็ดมาหั่นเตรียมให้พร้อม นำน้ำซุปไปตั้งไฟให้เดือด ใส่เครื่องต้มยำลงไป รอน้ำเดือด ใส่กุ้ง ปรุงรสด้วยน้ำปลา น้ำตาล พริกขี้หนูบุบ พริกเผา ณ จุดๆ นี้ชอบรสแบบไหนก็ปรุงได้ตามชอบเลยค่ะ หลังจากนั้นให้ใส่เห็ดฟางเป็นอย่างสุดท้าย ปิดไฟแล้วค่อยบีบมะนาวใส่ตามลงไป เราไม่ควรใส่มะนาวในน้ำที่กำลังเดือด เพราะน้ำมะนาวจะทำให้น้ำซุปมีรสขมค่ะ ใส่ผักชีโรยหน้า เป็นอันเสร็จเรียบร้อยค่ะ



รวม สูตรอาหาร ไทยทำง่ายที่บ้าน ดูเพิ่มเติมได้ที่ https://www.parpaikin.com/สูตรอาหาร/

3
ห้องนอน สไตล์ธรรมชาติ เน้นการตกแต่งให้ออกมาดูมีความเป็นธรรมชาติจริงๆ เพื่อให้ผู้ที่อยู่อาศัยในห้องนั้นได้รับความสดชื่น เกิดการพักผ่อนได้อย่างเต็มที่

การแต่งห้องนอนให้น่าอยู่ ย่อมต้องมีมากกว่าเตียงนอนนุ่มๆ เพราะไม่อย่างนั้นก็จะดูน่าเบื่อ มองแล้วไม่สดชื่น ไม่ช่วยให้การพักผ่อนน่าพิสมัยมากนัก ยิ่งทุกวันนี้คุณต้องออกจากบ้านเผชิญปัญหา อุปสรรค และความวุ่นวายในชีวิต คุณจึงมีความจำเป็นอย่างมากที่จะต้องมี ห้องนอน ที่ทำให้คุณได้พักกายพักใจได้อย่างเต็มที่ วันนี้เราได้รวบรวมไอเดียการแต่งห้องนอนสไตล์ธรรมชาติ ซึ่งจะช่วยให้คุณได้สัมผัสการพักผ่อนอย่างแท้จริง เหมือนกับคุณได้ลาพักร้อนไปใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางธรรมชาติเลยจ้า

1.แขวนโคมไฟขนาดเล็ก
โคมไฟก็เป็นส่วนหนึ่งที่สามารถสร้างบรรยากาศภายในห้องได้ เพียงคุณหาโคมไฟสวยๆ มาแขวนไว้ในห้องสัก 1-2 อัน เลือกที่มีลักษณะเหมือนดอกไม้ หรือต้นไม้ เพื่อให้เข้ากับบ้านสไตล์ธรรมชาติที่คุณตกแต่งไว้ ทั้งนี้แสงของโคมไฟควรเลือกใช้แสงสีส้มนวลๆ เพื่อจะได้ทำให้ห้องดูสว่างไสว และปลอดโปร่งมากยิ่งขึ้น อีกทั้งยังช่วยสร้างความรู้สึกเหมือนกับแสงแดดยามเช้าแสนอบอุ่นที่สาดส่องเข้ามาในบ้าน เพียงเท่านี้บรรยากาศในห้องของคุณก็จะรู้สึกอบอุ่น และผ่อนคลายมากยิ่งขึ้นค่ะ

2.ใช้เฟอร์นิเจอร์ที่ทำจากไม้
ในเมื่อเราจะแต่งห้องให้ดูเป็นธรรมชาติ แล้วห้องเราจะขาดเฟอร์นิเจอร์ไม้ไปได้อย่างไร แต่ก็ไม่ใช่ว่าคุณจะสามารถใช้อะไรก็ได้ที่ทำจากไม้มาแต่งห้องนะคะ เพราะเฟอร์นิเจอร์ไม้ธรรมดาทั่วไปที่ขายตามท้องตลาดก็อาจไม่ได้สวย หรือดูดีพอที่ทำให้ห้องของเรากลายเป็นสไตล์ธรรมชาติตามที่คิดไว้ คุณอาจจะต้องใช้เวลามองหาเฟอร์นิเจอร์ที่ทำจากไม้แล้วดูเก๋ เช่น โต๊ะไม้สวยๆ หรือเถาวัลย์ สิ่งพวกนี้จะทำให้ห้องของคุณเข้าใกล้ความเป็นธรรมชาติขึ้นมาได้นั่นเอง

3.แต่งห้องด้วยต้นไม้
ชีวิตคนเมืองวันๆ เจอแต่ห้องสี่เหลี่ยม ไม่ว่าจะเป็นสถานที่ทำงาน หรือกลับมาที่บ้าน จะดีกว่าไหมถ้าเราเพิ่มพื้นที่สีเขียวเข้าไปในห้อง ให้คุณรู้สึกได้ถึงธรรมชาติรอบๆ ตัวที่อยู่ใกล้แค่เอื้อม โดยการนำต้นไม้มาประดับห้อง ขนาดเล็กหรือใหญ่ก็ได้ เท่าที่คุณจะสามารถนำมาวางในห้องได้ และต้องดูด้วยว่าต้นไม้ชนิดนั้นสามารถปลูกในห้องนอนได้หรือเปล่า เพื่อจะได้ไม่มีผลกระทบกับคุณในระหว่างที่กำลังหลับนั่นเอง สำหรับต้นไม้ที่เราแนะนำให้ปลูก ได้แก่ ปาล์มไผ่, พลูด่าง, ลิ้นมังกร, เศรษฐีเรือนใน,วาสนา และสับปะรดสี ต้นไม้เหล่ามีประสิทธิภาพในการฟอกอากาศดีเยี่ยม ช่วยกำจัดสารพิษที่ปะปนอยู่ในอากาศได้ดี ทำให้คุณนอนหลับสบาย แต่ถ้าคุณหาต้นไม้จริงไม่ได้ก็ไม่เป็นไรค่ะ เพราะเดี๋ยวนี้ก็มีต้นไม้ปลอมหน้าตาเหมือนจริงออกมาไว้ให้เป็นทางเลือก มีขายเยอะมาก คุณสามารถใช้สิ่งนี้ทดแทนได้ และช่วยให้คุณใกล้ชิดธรรมชาติมากยิ่งขึ้น

4.พรมลายธรรมชาติ
พรมก็เป็นส่วนหนึ่งในการแต่งเติมบรรยากาศให้กับ ห้องนอน ได้เช่นกัน ไม่ได้มีหน้าที่ให้ความอุ่นกับเท้าในยามกลางคืนเพียงเท่านั้น แต่ยังช่วยเพิ่มความสวยงามให้กับห้องได้อีกด้วย ลองเลือกพรมที่มีสีเขียวปนน้ำตาล หรือจะเลือกพรมที่มีลวดลายธรรมชาติอย่าง ลายต้นไม้ ลายดอกไม้ หรือลายใบไม้ เพียงเท่านี้ก็จะช่วยทำให้ห้องดูสวยสะดุดตาขึ้นอีกเยอะเลยค่ะ

5.วอลเปเปอร์รูปต้นไม้
วอลเปเปอร์เป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการตกแต่งห้องนอนที่ง่ายมากๆ เพียงคุณลองหาวอลเปเปอร์รูปต้นไม้ในป่ามาติด ก็จะทำให้ห้องนอนของคุณมีกลิ่นอายของธรรมชาติ รับสัมผัสที่สดชื่น นอกจากจะเป็นวิธีตกแต่งที่ง่ายดายมากๆ แล้ว ยังเป็นการตกแต่งแบบสวยประหยัด สามารถเปลี่ยนแปลงได้บ่อยอีกด้วยค่ะ สำหรับคนงบน้อยลองเก็บเอาไว้เป็นตัวเลือกดูนะคะ

6.แต่งห้องสไตล์ Southwestern
การแต่งห้องสไตล์นี้มีกลิ่นอายที่ดูเป็นธรรมชาติ เหมือนกับสไตล์ของชาวอินเดียแดง มักใช้วัสดุและสีธรรมชาติเป็นหลัก เช่น โทนสีอิฐ โทนสีน้ำตาลของหิน ดิน ทราย และไม้ สีแทน สีครีม และสีขาว ซึ่งให้อารมณ์เหมือนอยู่บนเทือกเขา และท้องทุ่งกว้าง ส่วนการตกแต่งเน้นเป็นพื้นที่เปิดโล่ง สำหรับของตกแต่งจะเน้นงานไม้ งานแกะสลัก งานผ้าทอ หนังนุ่มๆ สักผืน และไม้กระบองเพชร หรือไม้อวบน้ำ ก็จะช่วยสร้างความมีชีวิตชีวาให้กับห้องได้ดีค่ะ

7.แต่งห้องสไตล์ Tropical
การแต่งห้องสไตล์นี้ยังคงไว้ซึ่งความเป็นธรรมชาติ แต่จะเอนเอียงไปทางโซนร้อนสักหน่อย เหมาะสำหรับคนที่ชื่นชอบบรรยากาศโซนร้อน แต่เปี่ยมไปด้วยความมีชีวิตชีวา เพราะเน้นการใช้สีเลียนแบบธรรมชาติอย่างสีเขียวใบไม้ สีฟ้าน้ำทะเล สีเหลืองสดใสเป็นหลัก ก็อาจจะเสริมความสดชื่นด้วยต้นไม้จริงที่มุมห้อง และพรมสีครีมที่ดูเผินๆ แล้วเหมือนผืนทราย ก็ทำให้ห้องดูเก๋ไก๋ไปอีกแบบ



รวมไอเดีย ห้องนอน สไตล์ธรรมชาติ ดูเพิ่มเติมได้ที่ https://www.gurubaan.com/ห้องนอน/

4
 Dell Inspiron 7373 ออกแบบมาสำหรับคนที่ชอบใช้ทั้งโน๊ตบุ๊ค และแท็บเล็ตในตัวเดียวกัน งานนี้ไม่ต้องพกหลายอย่างให้หนัก ใช้คู่กันได้เลย!

สเปค Dell Inspiron 7373 CPU: 8th Generation Intel® CoreTM i7-8550U Processor (8MB Cache, up to 4.0 GHz)
ขนาด: กว้าง x ยาว x หนา 309.6mm x 215.7mm x 15.51mm
น้ำหนัก 1.45 กิโลกรัม แบต: อยู่ได้ 8 ชั่วโมง (ทดสอบจริงอยู่ได้ 6-8 ชั่วโมงขึ้นอยู่กับแต่การใช้งาน)
ขนาด 38WHr รองรับ Quick Charge
หน้าจอ: 13.3 นิ้ว FHD (1920 x 1080) IPS Truelife LED-Backlit Narrow Border เป็นหน้าจอสัมผัส รองรับปากกาและการปลดล็อคด้วยใบหน้า (Windows Hello) RAM: 16GB, DDR4, 2133MHz Graphics: Intel® UHD Graphics 620 with shared graphic memory HDD: 128GB/256GB/512GB Solid State Drive 128GB/256GB/512GB PCIe NVMe Solid State Drive Sound: 2 tuned speakers with Waves MaxxAudio® Pro 1 combo headphone / microphone jack ช่องเชื่อมต่อ: USB 3.1 (2 ช่อง ซ้าย/ขวาข้างละ 1 ช่อง), HDMI 2.0 , SD Card (SD, SDHC, SDXC) ด้านการทำงาน

Dell Inspiron 7373 ออกแบบมาสำหรับคนที่เน้นทำงานด้านเอกสารหรือทำงานด้านออนไลน์ ด้วยความที่มันสามารถพกพาไปข้างนอกได้ง่าย แถมเครื่องไม่ร้อนมากแม้จะใช้งานตลอดทั้งวัน ก็ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์สายนี้เลย แต่มีจุดสังเกตที่แบตฯ อาจจะไม่ทนถึงขนาดทำงานได้ตลอดทั้งวัน หากต้องออกจากบ้านเกินครึ่งวันต้องพกแบตเตอรี่ไปด้วย และสำหรับคนชอบใช้ปากกา จด ๆ วาด ๆ Dell เขาก็มีอุปกรณ์เสริมอย่าง Dell Active Pen ขายแยกให้อีกต่างหาก

การนำเสนอ / Present

ด้วยการที่เครื่องสามารถพลิกได้แบบ 360 องศา ทำให้เราสามารถปรับใช้งานได้หลากหลายรูปแบบ สามารถใช้นำเสนอแบบตัวต่อตัวก็ทำได้ จอมีความชัดเจนสูง แถมดูวีดิโอ 4K ได้แบบสบาย ๆ แถม Dell Inspiron 7373 ตัวนี้เขาแถม Office 2016 มาให้ด้วยนะ ไม่ต้องซื้อแยกเลย แต่จุดสังเกตคือ หน้าจอมองข้าง ๆ ไม่ค่อยชัด และเรื่องความสว่างที่สู้แสงข้างนอกไม่ได้เลยแม้แต่น้อย ทำให้การนำเสนองานกลางแจ้งเป็นจุดอ่อนไปพอสมควร

Entertainment ด้านความบันเทิง

ด้วยความที่มันสามารถปรับเป็น Tablet Mode ได้ ทำให้เราสามารถพกพาไปรับชมได้ทุกที่ เหมือนมีแท็บเล็ตจอใหญ่ ๆ เอาไว้ดูหนัง / ฟังเพลงนอกบ้าน เสียงจากลำโพงก็ดังใช้ได้ แต่ไม่ถึงระดับลำโพง 7.1 Surround Sound และจุดเด่นอีกอย่างที่ Tablet ไม่มีคือ สามารถเปิดกี่จอก็ได้ จะทำงาน 1 จอ เปิดหนัง 1 จอ เปิด facebook อีกจอ ก็สบาย ๆ

ราคา

สำหรับราคาของ Dell Inspiron 7373 รุ่นนี้ก็บอกได้ว่าค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับราคาบนเสปคเดียวกันของโน๊ตบุ๊ครุ่นอื่น ๆ อยู่ที่ 50,000 มีทอน 100 บาท (ราคาขึ้นอยู่กับสเปคที่เลือก) ก็ถือได้ว่าตอบโจทย์คนทำงาน / ไลฟ์สไตล์ เพราะพกพาง่าย จอใหญ่ ขอบบาง รวม ๆ แล้วน่าสนใจทีเดียว

เหมาะกับ คนทำงานทั่วไป / เซลล์ขายสินค้าหรือบริการ ดีไซเนอร์ คนที่ออกไปทำงานข้างนอกบ่อย ๆ ใช้งานไลฟ์สไตล์ทั่วไป ไม่เหมาะกับ คนทำงานด้านกราฟิค เกมเมอร์





Dell Inspiron 7373 โน๊ตบุ๊ค 2-in-1 จะเล่นจะทำงานท่าไหนก็ได้หมด  ดูเพิ่มเติมได้ที่ https://www.potatotechs.com/โน๊ตบุ๊ค/

5
 ถ้าคุณแทบไม่มีประสบการณ์เลี้ยงปลามาเลยล่ะก็ หาปลาพันธุ์อึด ๆ ทน ๆ มาเลี้ยงสิ
……เมื่อคุณเริ่มคิดที่จะเลี้ยงปลาตู้ ปลาที่มีอยู่มากมายหลายพันธุ์อาจทำให้คุณงงก็ได้ว่าจะเลี้ยงปลาอะไรดีหว่า ?

ปลาส่วนใหญ่จะมีสีสวย รูปร่างแปลกชวนมอง และพฤติกรรมที่ชวนให้หลงใหล แต่ไม่ใช่ว่าปลาทุกชนิดจะเหมาะกับนักเลี้ยงปลาตู้มือใหม่หรอกนะ ในความเป็นจริงแล้วปลาหลายชนิดเลี้ยงยากขนาดที่นักเลี้ยงปลาที่ว่าเซียน ๆ ยังต้องปวดเศียรเวียนเกล้า และปลาบางชนิดก็กินแต่อาหารเฉพาะอย่างเท่านั้น ซึ่งคุณอาจหาไม่ได้ ปลาประเภทนี้ไม่เหมาะที่จะเลี้ยงไว้ในตู้ที่บ้านด้วยประการทั้งปวง

แล้วคุณควรทำยังไงดี

……คุณไม่สามารถเลี้ยงปลาตามแบบที่ร้านขายปลาแถวบ้านหรือที่เพื่อนคุณเลี้ยงได้หรอก เพราะปลาหลายชนิดทีเดียวไม่เหมาะที่จะให้มือใหม่เลี้ยง มันอาจมีนิสัยดุร้าย เป็นโรคง่าย หรือไม่ก็จู้จี้กินยากซึ่งอาจจะปรับตัวไม่ได้เลยกับอาหารปลาที่คุณมี ปัญหาหลัก ๆ สามประการที่มักเกิดขึ้นกับปลาตู้ก็คือ ความดุร้าย การติดโรค และการขาดสารอาหาร การเลือกปลาที่จะเลี้ยงอย่างรอบคอบจะช่วยให้คุณไม่ต้องเจอกับปัญหาปวดหัวเหล่านี้

การอยู่ร่วมกันของปลาในตู้เป็นอย่างไร

……บางทีสิ่งสำคัญที่สุดที่คุณต้องพิจารณาก็คือนิสัยโดยรวมของปลา เช่น มันเป็นปลารักสงบ ดุร้ายพอประมาณ หรือว่าดุแบบสุด ๆ แถมยังชอบล่าเหยื่ออีก การนำปลาที่มีนิสัยต่างกันมาอยู่ร่วมกันอาจก่อให้เกิดความหายนะได้ คุณจึงควรเลือกว่าต้องการให้ฝูงปลาในตู้มีลักษณะแบบไหน แล้วจึงเลือกปลาที่มีนิสัยเข้ากันได้มาอยู่ร่วมตู้เดียวกัน

……นักเลี้ยงปลามือใหม่ควรจะประเดิมด้วยการเลี้ยงปลาพันธุ์ดุ ๆ หรือปลานักล่าก่อน เพราะปลาพวกนี้เลี้ยงง่าย ทนทาน ขอแค่ให้อาหารมันกินอย่างเพียงพอและมีตู้ที่ใหญ่พอกับขนาดของมัน มันก็จะเติบโตได้เป็นอย่างดี แต่ถึงอย่างนั้นก็เถอะ พวกปลานิสัยป่าเถื่อนพวกนี้อาจก่อความยุ่งยากให้คุณได้ในกรณีที่มันทำร้ายกันเอง ด้วยเหตุนี้นักเลี้ยงปลามือใหม่หลายคนจึงนิยมเลี้ยงปลาที่มีนิสัยรักสงบ เชื่อง หรืออย่างน้อยก็ต้องไม่ดุร้ายกับปลาพันธุ์อื่น ๆ ( โดยปกติพวกปลามักจะเห็นปลาพันธุ์เดียวกันเป็นคู่แข่งของมัน แม้แต่ปลาที่ว่าหงิม ๆ ก็อาจจะดุร้ายกับเพื่อนปลากับมันได้)

ปลาพันธุ์ใหนบ้างที่ทนทายาด

……คุณควรพยายามทุกวิถีทางที่จะหาซื้อปลาที่แข็งแรง ไม่เป็นโรคง่าย ๆ มาให้ได้ ปลาบางพันธุ์ที่เป็นที่นิยมมากในหมู่นักเลี้ยงปลาตู้ เช่น genus zebrasoma ซึ่งมีชื่อเสียมากเรื่องความอ่อนแอติดโรคง่าย แม้ว่าจะไม่มีปลาชนิดใดที่ทนทานต่อเชื้อโรคได้สมบูรณ์แบบก็เถอะ แตปลาบางพันธุ์ก็จะทนทานกว่าพันธุ์อื่น ๆ คุณควรหลีกเลี่ยงปลาบางชนิดที่อาศัยอยู่ได้เฉพาะในสภาพแวดล้อมที่ยากจะจำลองได้ในตู้ปลา เช่น ปลาบางชนิดกินเฉพาะสัตว์เล็กๆ ที่อาศัยอยู่ตามแนวหินปะการังเป็นอาหาร ปลาบางชนิดต้องได้ทรายใหม่ ๆ มาใส่ไว้เสมอ มันไม่สำคัญหรอกว่าปลาพวกนี้จะสวยงามน่าเลี้ยงเพียงใด สิ่งที่คุณต้องทำก็คือ อย่านำมันมาเลี้ยงในสภาพแวดล้อมที่มันไม่สามารถเติบโตได้


ปลาสวยงาม ที่เหมาะสมสำหรับเลี้ยงปลามือใหม่ ดูเพิ่มเติมได้ที่ https://www.petcitiz.info/ปลาสวยงาม/

6
ขั้นตอนการบำบัดน้ำเสียด้วยการใช้จุลินทรีย์ชีวภาพ( อีเอ็ม )
ในการย่อยสลายสารอินทรีย์ต่างๆซึ่งเป็นตัวการที่ทำให้เกิดน้ำเน่าเสีย ทั้งนี้ จุลินทรีย์แต่ละชนิดสามารถย่อยสลายสารอินทรีย์ได้ต่างกัน เช่น โปรตีน ไขมัน เป็นต้น อย่างไรก็ดี องค์ประกอบสำคัญที่จุลินทรีย์ต้องการใช้ในการย่อยสลายสารอินทรีย์คือก๊าซ Oxygen (O2) โดยกระบวนการบำบัดน้ำเสียด้วยจุลินทรีย์จะได้ O2 จากอากาศ 3 ทาง ได้แก่

4.1 Thermosiphon หรือการเคลื่อนลงสู่ที่ต่ำของน้ำที่มีอุณหภูมิต่ำกว่า ซึ่งจะนำ O2 ลงสู่ที่ต่ำด้วย

4.2 Photosynthesis หรือการสังเคราะห์แสงของพืชและจุลินทรีย์พืชสีเขียวเพื่อผลิตอาหารโดยจะมีการปล่อย O2 ออกมา

4.3 Thermoosmosis หรือการดูด O2 ของรากพืช (rhizosphere) อันเป็นผลจากระดับของความกดอากาศที่แตกต่างกันระหว่างภายในรากพืชกับภายนอก ทำให้ O2 ถูกดูดเข้าไปในพืช

5. การบำบัดน้ำเสียด้วยจุลินทรีย์และแสงแดดในบ่อ (Lagoon Treatment) แบ่งออกเป็น 3 ขั้นตอนตามลำดับของการส่งน้ำ ได้แก่ จากบ่อพักให้ตกตะกอน (Sedimentation Pond) บ่อบำบัด (Oxidation Pond) และสิ้นสุดที่บ่อพักสุดท้าย (Polishing Pond) โดยมีบ่อพักให้ตกตะกอนจำนวน 1 บ่อ บ่อบำบัดจำนวน 3 บ่อ และบ่อพักสุดท้ายจำนวน 1 บ่อ ก่อนที่น้ำที่ได้รับการบำบัดแล้วจะถูกปล่อยกลับสู่ธรรมชาติ โดยจากการทดลองพบว่า การพักน้ำในบ่อจะใช้เวลาทั้งหมด 7 วัน เพราะหากนานกว่านั้นจะทำให้เกิดภาวะเน่าซ้ำซาก (nutrification) ของน้ำจากการย่อยสลายสารอินทรีย์ของจุลินทรีย์

6. น้ำที่ได้รับการบำบัดจะอยู่ในระดับที่สามารถเลี้ยงปลาในบ่อบำบัดที่สองและสามและบ่อพักสุดท้ายได้ ซึ่งการเลี้ยงปลาจะเป็นประโยชน์ช่วยในการกินแพลงตอนในน้ำ โดยในขณะนี้ได้ทดลองเลี้ยงปลาหมอเทศ ปลาตะเพียนขาว ปลายี่สกเทศ และปลานิล ในสัดส่วนปลา 3 ตัวต่อ 1 ตารางเมตร และเมื่อนำปลามาตรวจสอบ ไม่พบสารอันตรายและสามารถบริโภคได้

7. น้ำดีและน้ำเสียสามารถแบ่งแยกได้ด้วยการวัดระดับ BOD (Biochemical Oxygen Demand/Biological Oxidation Demand) ซึ่งเป็นปริมาณของ O2 ที่จุลินทรีย์ต้องการใช้ในการย่อยสลายสารอินทรีย์ อาทิ สารประกอบ Hydrocarbons (น้ำมันเชื้อเพลิง) แอลกอฮอล์ และน้ำตาล เป็นต้น ดังนั้น น้ำที่มีค่า BOD ต่ำคือ น้ำที่ดี เพราะจุลินทรีย์ต้องการ O2 จำนวนน้อยในการย่อยสลายสารอินทรีย์ สำหรับประเทศไทยกำหนดไว้ว่าค่า BOD จะต้องเท่ากับหรือไม่เกิน 20 mg/l (มิลลิกรัมต่อลิตร)

แต่น้ำเสียส่วนใหญ่ในประเทศยังไม่ได้รับการบำบัดอย่างถูกวิธี ทั้งจากส่วนของโรงงานอุตสาหกรรมและบ้านเรือนทั่วไป



ขั้นตอนการบำบัดน้ำเสีย ด้วยการใช้ จุลินทรีย์ชีวภาพ ดูเพิ่มเติมได้ที่ https://www.bcithailand.net/จุลินทรีย์ชีวภาพ/

7
ปกติแล้วน้ำยาทำความสะอาดจะระบุวันที่ผลิต หรือ MFG/MFD (Manufacturing Date /Manufactured Date) กับวันหมดอายุ หรือ EXP/EXD (Expiry Date/Expiration Date) มาให้บนบรรจุภัณฑ์ แต่ก็มีบ้างเหมือนกันที่ระบุเพียงอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือซื้อพวกน้ำยาทำความสะอาดมาใช้สักพัก แต่รู้สึกสภาพเปลี่ยนไปทั้ง ๆ

ที่ยังไม่ถึงวันหมดอายุที่บอกไว้เลย แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าใช้ต่อได้หรือไม่ได้ วันนี้กระปุกดอทคอมเลยรวบรวมวิธีนับวันการใช้งานของน้ำยาทำความสะอาดมาบอกต่อกันค่ะ

1. น้ำยาซักผ้าหรือผงซักฟอก

เจอโปรโมชั่นดี ๆ ก็อยากจะซื้อมาเก็บไว้หลาย ๆ ถุง แต่ไม่แน่ใจว่าน้ำยาซักผ้าหรือผงซักฟอกจะเก็บไว้ได้นานหรือเปล่า หรือจะเปลี่ยนสภาพไปไหม จะบอกให้ว่าสามารถซื้อเก็บไว้ได้ เพราะถ้าหากยังไม่ได้เปิดใช้ประสิทธิภาพในการใช้งานก็ยังดีอยู่ แถมยังเก็บไว้ได้นานถึง 9-12 เดือน เลยทีเดียว แต่ถ้าหากเป็นถุงที่ถูกเปิดแล้วก็จะมีอายุการใช้งานประมาณ 6 เดือน นับจากวันแรกที่เปิดใช้ค่ะ

2. น้ำยาปรับผ้านุ่ม

ของใช้คู่กับน้ำยาซักผ้าและผงซักฟอก แต่ว่าน้ำยาปรับผ้านุ่มมีอายุการใช้งานที่นานกว่าเล็กน้อย โดยสามารถเก็บไว้ได้นานถึง 2-3 ปี หากยังไม่มีการเปิดใช้ แต่ถ้าหากมีการเปิดใช้งานไปแล้วประมาณ 6-12 เดือน แนะนำให้เปลี่ยนใหม่ดีกว่า เพราะนอกจากสภาพของน้ำยาปรับผ้านุ่มจะเปลี่ยนไปแล้ว ประสิทธิภาพต่าง ๆ ของน้ำยาปรับผ้านุ่มก็ลดลงด้วยนะ

3. น้ำยาล้างจาน

น้ำยาทำความสะอาดที่ขาดไม่ได้ เพราะต้องใช้กันเป็นประจำทุกวัน จนบางทีอาจจะลืมสังเกตความเปลี่ยนแปลงเล็ก ๆ น้อย ๆ ของสภาพน้ำยาหรือประสิทธิภาพที่อาจไม่เหมือนเดิม ทั้งนี้สามารถนับวันหมดอายุด้วยตัวเองได้ โดยนับจากวันแรกที่เปิดใช้ไปประมาณ 6-12 เดือน แต่หากจะให้ดีควรใช้ให้หมดภายใน 6 เดือนแรก เพราะแม้หลังจากนี้จะยังใช้งานได้อยู่ แต่ประสิทธิภาพก็จะลดลง

4. น้ำยาเช็ดกระจก

น้ำยาเช็ดกระจกหนึ่งขวดใช้ได้ค่อนข้างนาน เพราะไม่ต้องทำความสะอาดกันทุกวันหรือบ่อยเท่าน้ำยาทำความสะอาดประเภทอื่น ๆ แต่หากมีการเปิดใช้งานไปแล้ว ก็ไม่ควรเก็บไว้เกิน 2 ปี

5. น้ำยาถูพื้น

ส่วนน้ำยาถูพื้นทั่วไป ไม่ได้เฉพาะเจาะจงว่าใช้สำหรับวัสดุปูพื้นชนิดใดชนิดหนึ่ง หรือใกล้จะถึงวันหมดอายุที่ระบุไว้บนบรรจุภัณฑ์ ส่วนใหญ่จะมีอายุการใช้งานประมาณ 2 ปี โดยที่ประสิทธิภาพในการทำความสะอาดก็ยังไม่เปลี่ยน

6. เบกกิ้งโซดา

หากจะนำเบกกิ้งโซดาไปทำอาหาร ให้นับอายุการใช้หลังจากเปิดไป 6-12 เดือน แต่หลังจากนี้หากเบกกิ้งโซดาไม่ได้จับตัวเป็นก้อน ก็สามารถนำไปทำความสะอาดบ้านต่อได้เรื่อย ๆ หรือลองทดสอบประสิทธิภาพก่อน โดยเทน้ำร้อน ½ ถ้วยตวง น้ำส้มสายชู ¼ ช้อนชา และเบกกิ้งโซดา ¼ ช้อนชา ลงไปในภาชนะเดียวกัน หากเบกกิ้งโซดายังขึ้นฟองก็แสดงว่ายังใช้งานต่อไปได้ค่ะ


 
เช็กให้ชัวร์ก่อนใช้ น้ำยาทำความสะอาด นี้ หมดอายุแล้วหรือยัง ดูเพิ่มเติมได้ที่ https://www.bcithailand.net/น้ำยาทำความสะอาด/

8
BEN KLEAN Oil Removal® BEN KLEAN Oil Removal® ผลิตภัณฑ์ล้างคราบน้ำมันอุตสาหกรรม พลังย่อยสลายและกำจัดคราบน้ำมันเข้มข้น
คุณสมบัติที่โดดเด่น

พลังทำความสะอาดเข้มข้น สามารถนำไปเจือจางได้อีก 20 เท่า
ขจัดคราบน้ำมันได้ทุกชนิด โดยไม่ทิ้งสารตกค้าง
มีประสิทธิภาพสูงในการล้างทุกพื้นผิว ล้างเครื่องมือ ล้างชิ้นส่วนอุปกรณ์ต่าง ๆ และล้างมือ
กำจัดคราบสนิมได้ดี
ไม่ก่อให้เกิดการผุกร่อน และไม่ลุกติดไฟ
มี pH เป็นกลาง อ่อนโยนและปลอดภัยต่อผิวสัมผัส
ล้างและกำจัดกลิ่นเหม็นในคราเดียว
ปลอดภัยต่อคน สัตว์ และรักษาสิ่งแวดล้อม
ขนาดบรรจุ 1 ลิตร , 5 ลิตร . 20 ลิตร Reg. No. 23/2559

ส่วนผสม เอ็นไซม์สกัดจาก BCI 90% , BCA 9.5% , สีและกลิ่นธรรมชาติ 0.5 %

วิธีการใช้งาน
ใช้ เบนคลีน ออยรีมูฟเวอร์ แบบเข้มข้นเทลงบนพื้นผิวงานที่สกปรกมากโดยตรง
หรือนำไปเจือจากกับน้ำสะอาดได้ถึง 20 เท่า เพื่อนำไปใช้งานแต่ละประเภท

– ล้างส่วนประกอบเครื่องจักร ผสมเจือจาง 1:5
– ล้างทำความสะอาดพื้นผิวเปื้อนคราบน้ำมัน ผสมเจือจาง 1:20
– ล้างมือเปื้อคราบน้ำมัน ผสมเจือจาง 1:10
– สามารถปรับลดหรือเพิ่มความเข้มข้นได้ตามสภาวะปัญหาหน้างาน



ขจัดคราบน้ำมัน ขจัดสนิม น้ำยาล้างคราบน้ำมัน ดูเพิ่มเติมได้ที่ https://www.bcithailand.net/น้ำยาล้างคราบน้ำมัน/

9
สภาพความเน่าเสียของน้ำในแม่น้ำลำคลองซึ่งมีลักษณะเป็นสีดำคล้ำและส่งกลิ่นเหม็นคงเป็นภาพที่เราเคยเห็นจนชินตา และอาจมีหลายท่านเคยตั้งคำถามว่าน้ำเสียสีดำคล้ำในคลองเหล่านี้มาจากไหนและมีทางจะกลับมาใสเหมือนเดิมได้หรือไม่?

น้ำเสียมาจากไหน?
น้ำเสีย หมายถึง น้ำที่มีสารใด ๆ หรือสิ่งปฏิกูลที่ไม่พึงปรารถนาปนอยู่ การปนเปื้อนของสิ่งสกปรกเหล่านี้ จะทำให้ คุณสมบัติของน้ำเปลี่ยนแปลงไปจนอยู่ในสภาพที่ไม่สามารถนำกลับมาใช้ประโยชน์ได้ สิ่งปนเปื้อนที่อยู่ในน้ำเสีย ได้แก่
น้ำมัน ไขมัน ผงซักฟอก สบู่ ยาฆ่าแมลง สารอินทรีย์ที่ทำให้เกิดการเน่าเหม็นและเชื้อโรคต่าง ๆ สำหรับแหล่งที่มาของ น้ำเสียพอจะแบ่งได้เป็น 2 แหล่งใหญ่ ๆ ดังนี้

1. น้ำเสียจากแหล่งชุมชน มาจากกิจกรรมสำหรับการดำรงชีวิตของคนเรา เช่น อาคารบ้านเรือน หมู่บ้านจัดสรร คอนโดมิเนียม โรงแรม ตลาดสด โรงพยาบาล เป็นต้น จากการศึกษาพบว่าความเน่าเสียของคูคลองเกิดจากน้ำเสียประเภทนี้ ถึงประมาณ 75%

2. น้ำเสียจากกิจกรรมอุตสาหกรรม ได้แก่น้ำเสียจากขบวนผลิตของโรงงานอุตสาหกรรมรวมทั้งน้ำหล่อเย็นที่มี ความร้อนสูง และน้ำเสียจากห้องน้ำห้องส้วมของคนงานด้วยความเน่าเสียของคุคลองเกิดจากน้ำเสียประเภทนี้ประมาณ 25% แม้จะมีปริมาณไม่มากนัก แต่สิ่งสกปรกในน้ำเสียจะเป็นพวกสารเคมีที่เป็นพิษและพวกโลหะหนักต่าง ๆ รวมทั้งพวก สารอินทรีย์ต่าง ๆ ที่มีความเข้มข้นสูงด้วย

กรรมวิธีในการบำบัดน้ำเสีย

การบำบัดน้ำเสียให้เป็นน้ำที่สะอาดก่อนปล่อยทิ้งเป็นวิธีการหนึ่งในการแก้ไขปัญหาแม่น้ำลำคลองเน่าเสีย โดยอาศัยกรรมวิธีต่าง ๆ เพื่อลดหรือทำลายความสกปรกที่ปนเปื้อนอยู่ในห้องน้ำได้แก่ ไขมัน น้ำมัน สารอินทรีย์ สารอนินทรีย์ สารพิษ รวมทั้งเชื้อโรคต่างๆ ให้หมดไปหรือให้เหลือน้อยที่สุดเมื่อปล่อยทิ้งลงสู่แหล่งน้ำก็จะไม่ทำให้แหล่งน้ำนั้นเน่าเสีย อีกต่อไป
ขั้นตอนในการบำบัดน้ำเสีย

เนื่องจากน้ำเสียมีแหล่งที่มาแตกต่างกันจึงทำให้มีปริมาณและความสกปรกของน้ำเสียแตกต่างกันไปด้วยในการ ปรับปรุง คุณภาพของน้ำเสียจำเป็นจะต้องเลือกวิธีการที่เหมาะสมสำหรับกรรมวิธีในการปรับปรุงคุรภาพของน้ำเสียนั้นก็มีหลายวิธีด้วยกันโดยพอจะแบ่งขั้นตอนในการบำบัดออกได้ดังนี้

การบำบัดน้ำเสียขั้นเตรียมการ (Pretreatment)
เป็นการกำจัดของแข็งขนาดใหญ่ออกเสียก่อนที่น้ำเสียจะถูกปล่อยเข้าสู่ระบบบำบัดน้ำเสีย เพื่อป้องกันการอุดตันท่อน้ำเสีย และเพื่อไม่ทำความเสียหายให้แก่เครื่องสูบน้ำ การบำบัดในขั้นนี้ได้แก่
การดักด้วยตะแกรง เป็นการกำจัดของแข็งขนาดใหญ่โดยใช้ตะแกรง ตะแกรงที่ใช้โดยทั่วไปมี 2 ประเภทคือ ตะแกรงหยาบและตะแกรงละเอียด
การบดตัดเป็นการลดขนาดหรือปริมาตรของแข็งให้เล็กลง ถ้าสิ่งสกปรกที่ลอยมากับน้ำเสียเป็นสิ่งที่เน่าเปื่อยได้ต้องใช้เครื่องบดตัดให้ละเอียด ก่อนแยกออกด้วยการตกตะกอน
การดักกรวดทราย เป็นการกำจัดพวกกรวดทรายทำให้ตกตะกอนในรางดักกรวดทราย โดยการลดความเร็วน้ำลง
การกำจัดไขมันและน้ำมันเป็นการกำจัดไขมันและน้ำมันซึ่งมักอยู่ในน้ำเสียที่มาจากครัว โรงอาหาร ห้องน้ำ ปั๊มน้ำมัน และโรงงานอุตสาหกรรมบางชนิดโดยการกักน้ำเสียไว้ในบ่อดักไขมันในช่วงเวลาหนึ่งเพื่อให้น้ำมันและไขมันลอยตัวขึ้นสู่ผิวน้ำแล้วใช้เครื่องตักหรือกวาดออกจากบ่อ

การบำบัดน้ำเสียขั้นที่สอง (Secondary Treatment)
เป็นการกำจัดน้ำเสียที่เป็นพวกสารอินทรีย์อยู่ในรูปสารละลายหรืออนุภาคคอลลอยด์ โดยทั่วไปมักจะเรียกการบำบัด ขั้นที่สองนี้ว่า “การบำบัดน้ำเสียด้วยขบวนการทางชีววิทยา” เนื่องจากเป็นขั้นตอนที่ต้องอาศัยจุลินทรีย์ในการย่อยสลาย หรือทำลายความสกปรกในน้ำเสีย การบำบัดน้ำเสียในปัจจุบันนื้อย่างน้อยจะต้องบำบัดถึงขั้นที่สองนี้ เพื่อให้น้ำเสียที่ผ่าน การบำบัดแล้วมีคุณภาพมาตรฐานน้ำทิ้งที่ทางราชการกำหนดไว้ การบำบัดน้ำเสียด้วยขบวนการทางชีววิทยาแบ่งเป็น 2 ประเภท ได้แก่ ขบวนการที่ใช้ออกซิเจน เช่น ระบบบ่อเติมอากาศ ระบบแคติเวตเตดสลัดจ์ ระบบแผ่นหมุนชีวภาพ ฯลฯ และ ขบวนการที่ไม่ใช้ออกซิเจน เช่น ระบบถังกรองไร้อากาศ ระบบถังหมักตะกอน ฯลฯ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับชนิดของจุลินทรีย์ ที่ทำหน้าที่ย่อยสลาย



การ บำบัดน้ำเสีย ขั้นเตรียมการ (Pretreatment) ดูเพิ่มเติมได้ที่ https://www.bcithailand.net/บำบัดน้ำเสีย/

10
วิธีแก้ง่าย ๆ คือ ใช้เกลือเม็ดหรือเกลือแกง ใส่ลงไปในท่อประมาณ 1 ถ้วยตวง ตามด้วยเบกกิ้งโซดาลงไปประมาณ 1/2 ถ้วยตวง จากนั้นเทน้ำต้มเดือดตามลงไป แล้วใช้ไม้ไผ่หรือท่อพีวีซีสอดเข้าไปในท่อ โดยเกลือและเบกกิ้งโซดาจะช่วยละลายไขมัน ซึ่งจะมีน้ำเดือดเป็นตัวช่วยให้ไขมันอุดตันหายไปหรืออาจจะล้างท่อ จากนั้นอาจใช้ผงซักฟอกเทใส่ท่อประมาณ 1 ถ้วยตวง จะช่วยดับกลิ่นที่ไม่สะอาดได้อีกด้วย

น้ำร้อนก็ช่วยได้: บางครั้งปัญหาท่อตันอาจเกิดจากการสะสมของไขมันเท่านั้น ดังนั้นวิธีแก้ปัญหาที่ง่ายที่สุด และน่าจะทดลองทำได้ในเบื้องต้นก็คือเทน้ำร้อนจัดๆ ลงไปในท่อ เพื่อให้ความร้อนจากน้ำร้อนช่วยละลายไขมัน

ปั๊มยางดูดส้วม: เป็นวิธีแก้ปัญหาขั้นพื้นฐานที่คนส่วนใหญ่นิยมใช้มากที่สุด เนื่องจากเป็นอุปกรณ์ที่หาซื้อได้ง่าย และไม่ยุ่งยากในการใช้งาน

เส้นเหล็กดัดงอ: นอกจากอุปกรณ์ต่างๆ ที่ใช้สำหรับแก้ปัญหาท่ออุดตันแล้ว เราสามารถใช้เหล็กหรือแท่งโลหะที่สามารถดัดส่วนปลายงอเป็นข้อ เช่นไม้แขวนเสื้อสามารถนำมายืดให้ตรง แล้วดัดส่วนปลายของไม้แขวนเสื้อให้งอ ก็สามารถนำอุปกรณ์ที่คุณ diy เหล่านี้ไปใช้แก้ปัญหาแก้ท่อตันได้

น้ำยาล้างห้องน้ำ: น้ำยาล้างห้องน้ำเป็นตัวช่วยหนึ่งในการทำละลายสิ่งอุดตันภายในท่อน้ำได้ โดยนำน้ำยาล้างห้องน้ำผสมกับน้ำเปล่า แล้วเทลงไป กรดภายในน้ำยาล้างห้องน้ำสามารถทำให้ตะกรันที่ติดค้างภายในท่อหลุดออกไปได้

ตะแกรงกรองเศษอาหาร: ปกติที่ซิงค์ล้างจานบริเวณปากท่ออาจจะไม่มีสิ่งใดปิดกั้นไว้ การซื้อตะแกรงตาถี่ๆ มาวางกั้น จะทำให้ระหว่างล้างจาน เศษอาหารที่จะอุดตันท่อถูกกรองออกไปก่อนได้ในระดับหนึ่ง ซึ่งช่วยลดการเกิดปัญหาท่อน้ำอุดตันได้เป็นอย่างดีเป็นปัญหาใหญ่ของคุณแม่บ้านเกือบทุกบ้าน เพราะท่อหรืออ่างล้างจานชาม เมื่อใช้ไปนานๆ จะเกิดการอุดตัน สังเกตได้เพราะน้ำไหลช้า ที่เป็นเช่นนี้เพราะไขมันติดมาจากจานชามสะสมอยู่ทุกวัน





ท่อตัน การอุดตัน สังเกตได้เพราะน้ำไหลช้า ดูเพิ่มเติมได้ที่ https://www.bcithailand.net/ท่อตัน/

11
 ท่อตัน น่าจะเป็นปัญหาภายในบ้านที่เกือบทุกคนจะต้องเคยเจอ ถึงแม้ว่าท่อน้ำของเราจะมีขนาดใหญ่ แต่การใช้งานนานปีก็สามารถทำให้มันอุดตันได้ รวมถึงสิ่งของบางอย่างที่เรานึกว่ามันน่าจะไหลไปกับแรงดันน้ำได้ แต่กลับเกาะแน่นสะสมอยู่ภายในท่อทำให้น้ำระบายไม่สะดวกจนอุดตันซะอย่างนั้น เพราะฉะนั้นใครไม่อยากมานั่งลอกท่อบ่อยๆ ก็ควรเลิกทิ้งของ 6 อย่างนี้ในเบื้องต้นก่อนเลยนะคะ

ทรายแมว

ถึงจะเป็นเนื้อทราย และปริมาณไม่มาก แต่การปล่อยไหลทิ้งลงท่อน้ำก็ไม่ใช่ไอเดียที่ดีเลยค่ะ เพราะในทรายแมวมักมีสารพวกซิลิกาเจล หรือแร่ธาติอื่นๆ ที่ไม่สามารถละลายไปกับน้ำได้ ยิ่งพอเปียกแล้ว ทรายพวกนี้จะจับตัวเป็นก้อนมากกว่าเดิมอีกด้วย หาถุงพลาสติกมาใส่แล้วนำไปทิ้งจะดีกว่านะคะ

กากกาแฟ

ต้มกาแฟหอมๆ เสร็จก็อย่าเพิ่งใจร้อน เทกากกาแฟลงท่อใกล้มือซะงั้น เพราะเส้นกากใยสามารถสะสมและติดแน่นอยู่รอบๆ ท่อได้อย่างดี เพิ่มโอกาสในการอุดตันมากขึ้นเป็นกอง

ทิชชู่

ทิชชู่หรือทิชชู่เปียกเป็นสิ่งของที่มีเส้นใยเหนียวหนึบน่าดูเลยล่ะค่ะ ถ้าไม่อยากมานั่งลอกท่อทุกๆ 3 เดือน ก็อย่าทิ้งมันลงไปในท่อระบายน้ำที่ไหนเลยนะคะ

ผ้าอ้อมเด็ก

ผ้าอ้อมสำเร็จรูปรวมไปถึงผ้าอนามัยและแผ่นอนามัยทั้งหลายมีเจลที่ไว้ดูดซับน้ำอยู่ภายใน ทำให้เมื่อลงไปในท่อจะดูดซับน้ำจนบวมขึ้นทำให้อุดตันได้ง่ายดาย

คัตตอนบัต

คัตตอนบัตแท่งเล็กๆ สามารถเกี่ยวพันกันและเมื่อนานเข้าจะกลายเป็นขยะชิ้นใหญ่ภายในท่อ ยิ่งบริเวณมุมโค้งของท่อยิ่งทำให้แท่งสำลีนี้ มีโอกาสเข้าไปติดอยู่มากขึ้น

น้ำมันและสารหล่อลื่น

น้ำมันมากมายในกระทะที่เหลือจากการทำครัว ควรแยกใส่ถุงและทิ้งต่างหาก ไม่ควรนำไปเทลงท่อ เพราะเมื่อน้ำมันเย็นตัวลงจะเกิดเป็นไขและรวมตัวกันเป็นคราบสะสมเหนียวเหนอะ กักเก็บเป็นจุดศูนย์รวมความสกปรกภายในท่อ และจะกลายเป็นตัวการของปัญหาอุดตันได้อย่างแน่นอน





สิ่งห้ามทิ้ง! ลงชักโครก หรือ ซิงค์น้ำ ถ้าไม่อยากเจอปัญหา ท่อตัน ชักโครกกดไม่ลง ดูเพิ่มเติมได้ที่ https://www.bcithailand.net/ท่อตัน/

12
ถ้าใช้อยู่คนเดียวก็อาจเดาได้ไม่ยาก คงมาจากการใช้งานของเราเอง หรือถ้าไม่ใช่ก็ต้องสังเกตเหตุการณ์แวดล้อม ดังนี้

ท่อตัน
สาเหตุ: ส่วนมากเกิดจากการทิ้งของที่ไม่ใช่ของเสียลงในโถส้วม ไม่ว่าจะเป็นเศษผม เศษอาหาร หรือแม้แต่ทิชชู ซึ่งอาจไปกระจุกอยู่ และทำให้เกิดการอุดตันได้

วิธีแก้ไข : การแก้ปัญหาเฉพาะหน้าให้ใช้ไม้ที่ปลายเป็นจุกยาง (คงคุ้นภาพกันดี) กระทุ้งลงไป โชคดีอาจแรงพอให้ขยะพวกนั้นหลุดออกไปได้ แต่อย่าเพิ่งวางใจ อาจไปติดอยู่ที่ส่วนอื่นของท่อแทน บางคนเลยเลือกใช้ “โซดาไฟ” (NaOH / Sodium Hydroxide) ซึ่งหาซื้อได้ไม่ยาก ใส่ลงไปในโถเพื่อช่วยย่อยสิ่งปฏิกูลที่ติดค้างอยู่ แต่ก็ไม่สามารถจัดการกับ “สารอนินทรีย์” ได้อยู่ดี… สุดท้ายถ้าไม่ไหว คงต้องเรียกผู้ให้บริการด้านนี้เพื่อใช้เครื่องมือเฉพาะมาจัดการปัญหาให้สิ้นซากไป

ส้วมเต็ม
สาเหตุ: ใช้งานมาเป็นเวลานาน หรือถังบำบัดมีขนาดเล็กเกินไป

วิธีแก้ไข : เมื่อแน่ใจแล้วว่าไม่ใช่เพราะสาเหตุอื่น เช่น ท่อตัน หรือน้ำท่วม รวมทั้งถ้าลองนึกดูแล้วจำไม่ได้ว่าสูบส้วมไปครั้งสุดท้ายเมื่อไร ก็เรียกรถสูบส้วมมาได้เลย แต่ถ้าพิจารณาแล้วมันเต็มบ๊อยบ่อย ก็ต้องเช็กที่ถังบำบัดว่าเล็กไปหรือเปล่า หรือว่าทำงานผิดพลาดตรงไหน เช่น เชื้อจุลินทรีย์ที่มีหน้าที่ย่อยสลายสิ่งปฏิกูลในถังนั้นอาจตายไปเยอะ ก็ซื้อมาเติมกันได้

ท่อหายใจอุดตัน
สาเหตุ: อย่าเพิ่งงงว่าคือท่ออะไร ลองไปด้อมๆ มองๆ ดูแถวๆ บ่อบำบัด จะมีท่อเล็กๆ โผล่ขึ้นมาจากใต้ดิน นั่นคือท่อที่ไว้ระบายแก๊สออกจากระบบบำบัด ถ้าแก๊สระบายออกมาไม่ได้ ของใหม่ก็เข้าไปไม่ได้ เหมือนกับเราเป่าลมเข้าขวดแล้วมันไม่เข้านั่นเอง

วิธีแก้ไข: ถ้าอยู่ต่ำไปก็ต่อขึ้นมาให้สูง จะได้ไม่มีเศษอะไรเข้าไปอุดตันได้ง่ายๆ ถ้าจะให้ดีก็ควรหุ้มตาข่ายไว้ที่ปลายท่อด้วย

น้ำท่วม
สาเหตุ: น้ำจากธรรมชาติเข้าไปอยู่ในระบบบำบัด ไม่ว่าจะจากทางไหนก็ตาม พอเต็มไปด้วยน้ำแล้ว ก็เลยไม่มีพื้นที่ให้ของเสียของเรานั่นเอง ปัญหานี้โดยมากจะเกิดกับบ่อบำบัดแบบเก่า ที่เห็นเป็นท่อปูนวางซ้อนๆ กันลงไปในดิน

วิธีแก้ไข : ถ้าเป็นบ่อปูนแบบที่บอก คงต้องรอให้น้ำลดมากพอที่จะไม่ทำให้น้ำดินดันเข้าไปในบ่อ จึงจะกลับมาใช้งานได้เหมือนเดิม ส่วนถังบำบัดสำเร็จรูป แค่ขอให้มั่นใจว่าปิดฝาสนิทดีแล้ว รวมถึงท่อหายใจอยู่สูงกว่าระดับน้ำ เท่านี้ก็ไม่มีปัญหาเวลาน้ำท่วมแล้ว

สำหรับบริการสูบส้วม สามารถสอบถามได้ที่หน่วยงานบริหารส่วนท้องถิ่นทุกแห่ง ค่าบริการคิดตามปริมาณลูกบาศก์เมตรเคยหรือไม่ที่กด ราด ชักโครกในห้องน้ำเท่าไหร่ก็ไม่ลงซะที วันนี้ HOME SOLUTION CENTER เลยนำเอาเคล็ดลับดีๆ มาฝากกัน โดยส้วมตันสามารถเกิดได้จากหลายสาเหตุ ไม่ว่าจะเพราะท่อตัน ส้วมเต็ม ท่อหายใจอุดตัน น้ำท่วม ฯลฯ การแก้ปัญหาก็ต้องแก้ให้ตรงจุด ถ้าใช้อยู่คนเดียวก็อาจเดาได้ไม่ยาก คงมาจากการใช้งานของเราเอง หรือถ้าไม่ใช่ก็ต้องสังเกตเหตุการณ์แวดล้อม ดังนี้

ท่อตัน
สาเหตุ: ส่วนมากเกิดจากการทิ้งของที่ไม่ใช่ของเสียลงในโถส้วม ไม่ว่าจะเป็นเศษผม เศษอาหาร หรือแม้แต่ทิชชู ซึ่งอาจไปกระจุกอยู่ และทำให้เกิดการอุดตันได้

วิธีแก้ไข : การแก้ปัญหาเฉพาะหน้าให้ใช้ไม้ที่ปลายเป็นจุกยาง (คงคุ้นภาพกันดี) กระทุ้งลงไป โชคดีอาจแรงพอให้ขยะพวกนั้นหลุดออกไปได้ แต่อย่าเพิ่งวางใจ อาจไปติดอยู่ที่ส่วนอื่นของท่อแทน บางคนเลยเลือกใช้ “โซดาไฟ” (NaOH / Sodium Hydroxide) ซึ่งหาซื้อได้ไม่ยาก ใส่ลงไปในโถเพื่อช่วยย่อยสิ่งปฏิกูลที่ติดค้างอยู่ แต่ก็ไม่สามารถจัดการกับ “สารอนินทรีย์” ได้อยู่ดี… สุดท้ายถ้าไม่ไหว คงต้องเรียกผู้ให้บริการด้านนี้เพื่อใช้เครื่องมือเฉพาะมาจัดการปัญหาให้สิ้นซากไป



เคยหรือไม่ที่ ชักโครกกดไม่ลง ในห้องน้ำเท่าไหร่ก็ไม่ลงซะที ดูเพิ่มเติมได้ที่ https://www.bcithailand.net/ท่อตัน/

13
หากคุณกำลังวางแผน “เที่ยวกลางคืน” วันนี้ หรือวันหยุดสุดสัปดาห์ วันนี้ เอาข้อคิดดีๆ มาฝากกันในเรื่อง เพราะอะไร ควรพกบัตรเครดิตไปเที่ยวกลางคืน มากกว่าเงินสด!

พกบัตรถูกใบ มีกำไร!

แน่นอนว่าใครๆ ก็รู้ ไปเที่ยวเดี๋ยวนี้ ราคาเครื่องดื่ม อาหารไม่ใช่ถูกๆ หากคุณถือบัตรเครดิตที่เหมาะกับการใช้งานแบบนี้ เช่น บัตรเครดิตที่ใด้แต้มสูงๆ เวลาคุณเชคบิลที่ไร ยิ้มได้แน่นอน เพราะคุณไม่ได้เสียเงินอย่างเดียว แถมคะแนนติดมือกลับบ้านด้วย บางทีอาจได้เครดิตเงินคือ หรือแลกไมล์สะสมต่อ เป็นต้น

ปลอดภัยกว่าเงินสด!

ไม่ว่าคุณจะบอกว่าผับนั้น เป็นผับชั้นดี หรูหราแค่ไหน แต่ผับก็คือผับ บางคนยังคงมองว่าเป็นสถานที่อโคจร คนหลากพ่อพันแม่ เพราะฉะนั้น การระมัดระวังตัวคุรเองคือเรื่องสำคัญ และการพกบัตรเครดิตเพื่อใช้งานในระหว่างเที่ยวกลางคืนแทนเงินสด ถือว่าช่วยเพิ่มความปลอดภัยได้มากเลยทีเดียว

ติดตาม จดบันทึกได้ง่าย

ก็เหมือนกับเวลาที่เราแนะนำให้ใช้บัตรเครดิตโดยทั่วไป เพราะมันช่วยให้คุณจดบันทึกการใช้จ่ายได้ง่าย ติดตามว่าในเดือนหนึ่งๆ เราไปเที่ยวมากแค่ไหน มากไปหรือเปล่า ควรลดหรือไม่ เป็นต้น ซึ่งในกรณีของเงินสดนั้น บางทีเราก็ลืมจดว่าไปไหนมา จ่ายไปเท่าไหร่ พอกับบ้านสร่างเมา ก็ไม่ได้จดอีก แต่บัตรเครดิตนั้น คุณสามารถดูได้จากสลิปบัตรเครดิตได้เลย!

ถ้าปาร์ตี้ยืดเยื้อ คุณยังรอด

เราไม่มีทางรู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นในปาร์ตี้ได้ บางทีคุณอาจจะสนุกเพลิน และอยากต่อเรื่อยๆ หรือบางทีเจอเพื่อเก่าโดยบังเอิญ ปลีกตัวกลับก็อาจจะยาก เพราะฉะนั้น คุณควรเตรียมพร้อมอยู่เสมอ และบางทีคุณก็ดันเตรียมเงินสดไปพอดีเสียด้วยสิ ดังนั้น การพกบัตรเครดิต ช่วยคุณได้ในสถานการณ์แบบนี้อย่างแน่นอน



ทำไม “เที่ยวกลางคืน” ใช้บัตรเครดิตดีที่สุด? ดูเพิ่มเติมได้ที่ www.tomorrowland.club

14
ไปป่ะล่ะ! เอาใจหนุ่มๆ นักท่องราตรี พาไปเที่ยวผับฮอต พริตตี้สวย โคโยตี้แจ่ม ให้คุณได้สนุกกันทุกค่ำคืน แต่ละร้านบอกเลยว่า เห็นรูปแล้วน่าไปเช็คอินมาก

1.The Villa Pub

คลับสุดหรูแห่งย่านเหม่งจ๋าย ภายในร้านตกแต่งในสไตล์โมเดิร์น กว้างขวาง และมีโซนให้ได้เลือกนั่งมากมาย สุขใจไปกับพริตตี้สาวสวยที่จะมารอต้อนรับคุณและเอนเตอร์เทนดูแลเป็นอย่างดี

นอกจากนี้ยังมีการแสดงจากโคโยตี้สุดเซ็กส์ซี่ที่จะทำให้คุณหัวใจกระชุ่มกระชวยตลอดทั้งคืนแบบแนบชิดติดขอบเวที

ที่ตั้ง : แยกเหม่งจ๋าย ถ.ประชาอุทิศ กรุงเทพฯ

เวลาเปิด – ปิด : 20.00 – 02.00 น.

2.The Secret

ผับสุดหรูแห่งย่านเกษตร-นวมินทร์ ที่จะมีสาวๆ พริตตี้มารอต้อนรับและมอบความสุขให้กับคุณมากถึง 200 คน ภายในร้านมีการแบ่งโซนให้ได้เลือกนั่ง และดื่มด่ำไปกับเสียงเพลงจากวงดนตรีคืนละ 3 วง

นอกจากนี้ยังมีโซนห้องคาราโอเกะ ที่เพียบโซนชิลเอาท์ โอเพ่นแอร์ในสไตล์เรสเทอรองท์ที่มีเมนูอาหารจานเด็ดทั้งอาหารไทย จีน ยุโรป และการแสดงจากวงดนตรีโฟล์คซองที่จะมาเคิมเต็มความสุขให้คุณในทุกๆ คืน

ที่ตั้ง : ถ.เกษตร-นวมินทร์ แขวงลาดพร้าว เขตลาดพร้าว กรุงเทพฯ

เวลาเปิด – ปิด : 21.00 – 03.00 น.

3.The Pimp

The PIMP คลับสุดหรูที่รอต้อนรับคุณด้วยพริตตี้สาวสวยหุ่นเซ็กซี่ที่พร้อมจะกระชากใจในค่ำคืนที่แสนพิเศษ ภายในร้านตกแต่งอย่างสวยงามหรูหรา พร้อมเวทีขนาดยักษ์และวงดนตรีระดับเทพที่จะมาบรรเลงเพลงดนตรีเพราะๆ และดื่มด่ำไปกับลีลาการเต้นสุดเร้าใจจากโคโยตี้สาวสวยที่พร้อมจะสะกดให้คุณหลงใหลและสนุกไปด้วยกัน หนุ่มๆ คนไหนที่กำลังหาสถานที่เช็คอินคืนนี้ต้องไปที่ The PIMP

ที่ตั้ง : แยกเหม่งจ๋าย ถ.ประชาอุทิศ กรุงเทพฯ

เวลาเปิด – ปิด : 21.00 – 03.00 น.

4.ร้าน Big Apple

แหล่งบันเทิงที่จะมอบความสุขและความสนุกให้กับคุณในทุกๆ คืน คุณจะได้พบกับความมันส์อย่างเต็มรูปแบบทั้งแสง สี เสียง และสุขใจไปกับเหล่าพริตตี้สาวสวยที่มามอบความสุขให้คุณ พร้อมดื่มด่ำไปกับเสียงเพลงจากวงดนตรีมากฝีมือและโชว์จากโคโยตี้สาวสวยที่จะมากระตุกต่อมให้คุณได้สนุกสุดเหวี่ยงและแดนซ์กระจายไปตลอดทั้งคืน หากคืนนี้คุณกำลังมองหาแหล่งสังสรรค์อยู่ล่ะก็ ต้องลองไปที่ร้าน Big Apple

ที่ตั้ง : ถ.แยกเกษตร-นวมินทร์ แขวงลาดพร้าว เขตลาดพร้าว กรุงเทพฯ

เวลาเปิด – ปิด : 20.00 – 02.00 น.

5.ร้านมอนติคาโล

ปรากฏการณ์ใหม่บนถนนเลียบทางด่วนรามอินทรา ที่จะทำให้คุณได้สัมผัสถึงความหรูหราระดับ First Class ด้วยการผสมผสานที่ลงตัว และการตกแต่งร้านสไตล์โมเดิร์น ที่มีการแบ่งโซนความสนุกไว้ให้คุณมากมาย พร้อมเมนูอาหารหลากหลายสไตล์ทั้งอิตาเลียน ไทย พร้อมพริตตี้สาวสวยที่จะมาขยี้หัวใจและบริการความสุขให้คุณตลอดทั้งค่ำคืน


ผับ โคโยตี้ สวย พริตตี้ขาว น่าเช็คอินในกรุงเทพฯ ดูเพิ่มเติมได้ที่ www.tomorrowland.club

15
ขั้นตอนการตรวจรับบ้านจะต้องตรวจสอบให้ละเอียดทุกจุด ไม่ว่าจะเป็นกำแพงบ้าน ประตู หน้าต่าง พื้น ระบบท่อน้ำ ฯลฯ เสมือนเรากำลังเล่นเกมจับผิดภาพ หากคุณไม่ตรวจสอบคุณภาพให้ดีก่อนเข้าอยู่ คุณอาจจะต้องนอนฝันร้ายไปชั่วชีวิตเลยก็ได้

บ้านแสนรัก ที่คุณหวังจะให้เป็นพี่พักพิงทั้งยามหลับ และยามตื่น เงินที่จ่ายไปก็เสียไม่ใช้น้อย คงไม่ดีแน่หากคุณเซ็นรับบ้านก่อนเข้าไปตรวจสอบคุณภาพ เพราะอาจจะต้องนอนฝันร้ายไปอีกนาน เนื่องจากสภาพห้อง บานประตู หรือหน้าต่าง ยังทำไม่เสร็จสมบูรณ์ และถูกเมินเฉยจากเจ้าของโครงการ ฉะนั้นแล้วเราไปดูกันดีกว่าว่าก่อนเซ็นรับบ้านต้องตรวจเช็คจุดไหนบ้าง

คำแนะนำเบื้องต้น
ช่วงเวลาในการตรวจงานที่ดีที่สุดคือช่วงกลางวัน เพราะจะมีแสงสว่างเพียงพอที่จะทำให้คุณมองเห็นได้ทุกซอกทุกมุม ควรเริ่มตรวจเช็คทีละห้อง ไม่ต้องรีบ ถ่ายรูปไว้ทุกห้อง และไม่ควรหลงเชื่อเจ้าหน้าที่ที่ให้เซ็นรับงานทั้งๆ ที่ยังพบว่างานไม่เรียบร้อย เพราะเมื่อคุณเซ็นไปแล้วก็ยากที่ทางโครงการจะรับผิดชอบ หรือกลับมาแก้ไขจุดบกพร่องให้ และหากงานยังไม่เสร็จตามเวลาที่ต้องเซ็นรับบ้าน ก็ไม่ควรย้ายเข้าไป นอกจากจะทำให้เสียเวลาแล้วคุณอาจจะหงุดหงิดมากๆ ด้วยค่ะ

สิ่งที่ควรตรวจสอบ

1. พื้นที่นอกบ้าน
รั้วและประตูถือว่าเป็นส่วนที่สำคัญไม่แพ้ตัวบ้าน ในกรณีที่เป็นประตูบานเปิด ประตูที่ดีควรจะเปิดได้สะดวก ไม่รู้สึกหนัก ไม่ฝืดติดอะไร แต่ก็ต้องไม่ลื่นหรือหลวมจนเกินไป หากเป็นประตูบานเลื่อน ก็ไม่ควรมีความรู้สึกฝืด เลื่อนแล้วไม่ตกราง ถ้าเป็นประตูเหล็กก็ควรตรวจเช็คเรื่องสีกันสนิมให้ดีค่ะ

2. ผนังบ้าน
ตัวผนังกำแพงนี่สำคัญมากๆ ไม่ว่าจะภายในหรือภายนอก หากมีลักษณะเหมือนการแตกลายงา ซึ่งเกิดจากการแยกตัวของปูนฉาบที่แห้งไม่สม่ำเสมอกัน สามารถแก้ไขได้ด้วยการโป้วสี บางรอยเกิดจากปูนฉาบร่อน เพราะไม่เกาะตัวกับวัสดุก่อผนัง และถ้ามีรอยร้าวต้องรีบแจ้งกับทางวิศวกรที่เดินตรวจงานกับเรา แต่ไม่ต้องตกใจไปนะคะ การฉาบปูนอาจจะมีการร่อน การยืดหยุ่นของเนื้อปูนได้ ไม่ได้เป็นที่โครงสร้างร้าว แต่ก็ต้องดูรอยว่าลึกหรือไม่ลึก ถ้าลึกมากก็ควรให้เขาฉาบใหม่ แต่ถ้ารอยไม่ลึกก็ให้เขาโป้วสีให้ใหม่ค่ะ

3. ตรวจสอบพื้น
สามารถตรวจสอบได้ง่ายมาก เพียงสังเกตด้วยตา หรือการสัมผัสด้วยมือ เช่น พื้นผิวเรียบดี หรือแอ่น และโก่งไหม วิธีง่ายๆ คือ การนำลูกแก้ววางบนพื้น ห่างกันประมาณ 10 ซ.ม. แล้วดูว่าลูกแก้วไหลไปทางไหน ถ้าไหลไปรวมกันแสดงว่าพื้นเป็นหลุม หากจุดไหนมีลูกแก้วติดอยู่แสดงว่าพื้นปูด แต่ถ้าปูพื้นด้วยกระเบื้อง ให้ใช้เหรียญบาทเคาะที่พื้นดูว่ามีเสียงโป่งๆ ที่พื้นหรือเปล่า หากมีให้ทำสัญลักษณ์โดยการมาร์คจุดไว้เพื่อให้ทางโครงการปรับแก้

4. ระบบสุขาภิบาล
คุณจะต้องเปิดก๊อกน้ำเพื่อดูการไหลของน้ำ ดูการทำงานของวาล์วทุกตัวว่าใช้งานได้หรือไม่ และต้องตรวจดูว่าเครื่องสุขภัณฑ์อย่าง อ่างล้างหน้า อ่างอาบน้ำ หรืออ่างล้างจาน เมื่อปล่อยน้ำไว้จนเต็มแล้ว ให้สังเกตการระบายว่าไหลได้สะดวกไหม แล้วปล่อยน้ำออกทันที ถ้าน้ำไหลไม่สะดวก เกิดเสียงดังปุดๆ สันนิษฐานได้ว่าไม่มีท่ออากาศ ท่ออากาศอุดตัน หรือทำท่ออากาศเล็กเกินไป

5. ระบบไฟ
ให้เปิดไฟในบ้านและนอกบ้านทุกดวง เพื่อตรวจดูว่าสามารถใช้งานได้ครบทุกดวงหรือไม่ สำหรับสวิตช์ไฟฟ้าให้ลองเปิด–ปิดทุกดวง และควรเตรียมอุปกรณ์ไฟฟ้าที่เสียบปลั๊กไปด้วย ทางที่ดีนำอุปกรณ์วัดไฟไปด้วยก็จะดีที่สุดค่ะ

6. งานสีและวอลเปเปอร์
ใช้วิธีตรวจที่ง่ายมาก งานติดวอลเปเปอร์ต้องเรียบเนียน ไม่โปร่งพอง ส่วนสีให้ดูที่ความสม่ำเสมอของเนื้อสี ความกลมกลืน ไม่มีรอยด่าง เนื้อสีไม่ลอกหลุดร่อน ส่วนใหญ่ทางโครงการจะทำมาดี ไม่ค่อยมีที่ติเนืองจากเป็นจุดที่ตรวจสอบง่าย


เช็คลิสต์ 8 ข้อ ก่อนตรวจรับ บ้าน หลังใหม่ ดูเพิ่มเติมได้ที่ https://www.gurubaan.com/บ้าน/

หน้า: [1] 2 3 ... 5